บทนำ
กลุ่มอาการตาแห้ง (dry
eye syndrome; DES)
หรือที่เรียกว่าโรคตาแห้ง
(dry eye disease; DED) หรือ keratoconjunctivitis sicca (KCS) หรือ dysfunctional tear syndrome เป็นโรคของผิวดวงตาที่มีหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้อง โดยมีลักษณะเด่น
คือ การเสียสมดุลของฟิล์มน้ำตาและมีอาการทางตาร่วมด้วย
ระบาดวิทยา
กลุ่มอาการตาแห้งเป็นภาวะที่พบได้บ่อย
ทำให้เกิดความไม่สบายตาในระดับความรุนแรงแตกต่างกันออกไป
มีความชุกทั่วโลกอยู่ระหว่าง 5–50% ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการวินิจฉัย จากจำนวนผู้ป่วยทั่วโลกประมาณ
344
ล้านราย จะพบผู้ที่มีกลุ่มอาการตาแห้งในสหรัฐอเมริกาประมาณ 20
ล้านราย และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มอาการตาแห้งพบได้บ่อยกว่าในเพศหญิงและชาวเอเชีย โดยความรุนแรงของอาการจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น ในทวีปเอเชีย พบว่า มีความชุกอยู่ระหว่าง 20–52.4%
กลุ่มอาการตาแห้งพบได้บ่อยกว่าในเพศหญิงและชาวเอเชีย โดยความรุนแรงของอาการจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น ในทวีปเอเชีย พบว่า มีความชุกอยู่ระหว่าง 20–52.4%
พยาธิสรีรวิทยา
อาการทางตาของกลุ่มอาการตาแห้งเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย
เช่น ความเข้มข้นของฟิล์มน้ำตาที่เพิ่มขึ้น (tear
hyperosmolarity) และการอักเสบบริเวณผิวดวงตา
ความเข้มข้นของฟิล์มน้ำตาที่เพิ่มขึ้นอาจเกิดจากการไหลของของเหลวที่เป็นส่วนประกอบในน้ำตาลดลงหรือการระเหยของน้ำตาที่มากเกินไป การมีส่วนประกอบของฟิล์มน้ำตาที่ไม่แน่นอนอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการทำงานของชั้นไขมัน คุณภาพ ปริมาณ และความเพียงพอของของเหลวในน้ำตา ความผิดปกติของเยื่อบุผิวเกิดจากปัจจัยแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม (เช่น ความชื้นของสภาพแวดล้อมต่ำ การใช้เครื่องปรับอากาศหรือเครื่องทำความร้อน) การระคายเคืองที่ดวงตาหรือการมีความผิดปกติของเส้นประสาท อาจนำไปสู่การเกิดปฏิกิริยาการอักเสบได้ การมีความผิดปกติของต่อมน้ำตา ผิวตา เปลือกตา meibomian gland หรือเส้นประสาทรับความรู้สึกหรือเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหว อาจทำให้เกิดกลุ่มอาการตาแห้งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านปริมาณ องค์ประกอบ การกระจายตัว และ/หรือการระบายของฟิล์มน้ำตาได้
ความผิดปกติข้างต้นอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผิวตา ภาวะ hyperosmolarity ของฟิล์มน้ำตาทำให้มีการหลั่งสารที่เกี่ยวข้องในกระบวนการอักเสบออกมาในน้ำตา ซึ่งในที่สุดอาจทำให้การรับความรู้สึกของกระจกตาลดลง ตามีปฏิกิริยาการตอบสนองลดลง มี goblet cell บางส่วนตาย และมีการผลิต mucin ลดลง ผู้ป่วยที่มีกลุ่มอาการตาแห้งในระดับปานกลางถึงรุนแรง อาจพบการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุแบบ squamous metaplasia ที่ยังสามารถกลับเป็นปกติได้ และพบรอยถลอกเล็กน้อยบนเยื่อบุผิวตา ในกรณีที่มีอาการรุนแรง กลุ่มอาการตาแห้งอาจทำให้เกิดกระบวนการ keratinization ที่ผิวตา การติดเชื้อบริเวณกระจกตา เกิดเส้นเลือดใหม่ที่กระจกตา (corneal neovascularization) เกิดแผลที่กระจกตา กระจกตาทะลุ เกิดแผลเป็นหรือเกิดพังผืด หรือการสูญเสียการมองเห็นอย่างรุนแรง
Dry Eye Syndrome_Disease Background
ความเข้มข้นของฟิล์มน้ำตาที่เพิ่มขึ้นอาจเกิดจากการไหลของของเหลวที่เป็นส่วนประกอบในน้ำตาลดลงหรือการระเหยของน้ำตาที่มากเกินไป การมีส่วนประกอบของฟิล์มน้ำตาที่ไม่แน่นอนอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการทำงานของชั้นไขมัน คุณภาพ ปริมาณ และความเพียงพอของของเหลวในน้ำตา ความผิดปกติของเยื่อบุผิวเกิดจากปัจจัยแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม (เช่น ความชื้นของสภาพแวดล้อมต่ำ การใช้เครื่องปรับอากาศหรือเครื่องทำความร้อน) การระคายเคืองที่ดวงตาหรือการมีความผิดปกติของเส้นประสาท อาจนำไปสู่การเกิดปฏิกิริยาการอักเสบได้ การมีความผิดปกติของต่อมน้ำตา ผิวตา เปลือกตา meibomian gland หรือเส้นประสาทรับความรู้สึกหรือเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหว อาจทำให้เกิดกลุ่มอาการตาแห้งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านปริมาณ องค์ประกอบ การกระจายตัว และ/หรือการระบายของฟิล์มน้ำตาได้
ความผิดปกติข้างต้นอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผิวตา ภาวะ hyperosmolarity ของฟิล์มน้ำตาทำให้มีการหลั่งสารที่เกี่ยวข้องในกระบวนการอักเสบออกมาในน้ำตา ซึ่งในที่สุดอาจทำให้การรับความรู้สึกของกระจกตาลดลง ตามีปฏิกิริยาการตอบสนองลดลง มี goblet cell บางส่วนตาย และมีการผลิต mucin ลดลง ผู้ป่วยที่มีกลุ่มอาการตาแห้งในระดับปานกลางถึงรุนแรง อาจพบการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุแบบ squamous metaplasia ที่ยังสามารถกลับเป็นปกติได้ และพบรอยถลอกเล็กน้อยบนเยื่อบุผิวตา ในกรณีที่มีอาการรุนแรง กลุ่มอาการตาแห้งอาจทำให้เกิดกระบวนการ keratinization ที่ผิวตา การติดเชื้อบริเวณกระจกตา เกิดเส้นเลือดใหม่ที่กระจกตา (corneal neovascularization) เกิดแผลที่กระจกตา กระจกตาทะลุ เกิดแผลเป็นหรือเกิดพังผืด หรือการสูญเสียการมองเห็นอย่างรุนแรง
Dry Eye Syndrome_Disease Backgroundปัจจัยเสี่ยง
ปัจจัยเสี่ยงของกลุ่มอาการตาแห้ง ได้แก่:
- อายุที่มากขึ้น
- เพศหญิง
- การใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทน
- การขาดฮอร์โมนแอนโดรเจนและการขาดวิตามินเอ
- การใช้ยาต้านฮิสทามีน ยาต้านซึมเศร้า และยาคลายกังวล
- การได้รับกรดไขมันโอเมกา 3 ไม่เพียงพอ
- โรคหรือความผิดปกติทางตา เช่น seborrheic blepharitis, ความผิดปกติของ meibomian gland, ocular rosacea
- โรคที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
- การติดเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสตับอักเสบซี ไวรัสเอชไอวี ไวรัสเริม ไวรัสอีสุกอีใส
- การฉายรังสี
- การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากไขกระดูก
- การผ่าตัดเพื่อแก้ไขสายตาที่ผิดปกติ เช่น การทำเลสิก และการทำ refractive excimer laser surgeries
การจำแนกโรค
การจำแนกโรคตามสาเหตุและพยาธิสรีรวิทยาของโรค
กลุ่มอาการตาแห้งสามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ ตาแห้งจากการขาดน้ำตา และตาแห้งจากการที่น้ำตามีการระเหยมากกว่าปกติ
ตาแห้งจากการขาดน้ำตา (aqueous tear-deficient dry eye, tear-deficient dry eye หรือ lacrimal tear deficiency) เกิดจากการหลั่งน้ำตาจากต่อมน้ำตาลดลง โดยสามารถแบ่งย่อยได้เป็น 2 แบบ คือ Sjögren syndrome ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการแพ้ภูมิตนเอง และ non-Sjögren syndrome ซึ่งอาจเกิดจากความบกพร่องของต่อมน้ำตา การอุดตันของท่อน้ำตา หรือมีการหลั่งน้ำตาจากปฏิกิริยาการตอบสนองของตาลดลง (reflex hyposecretion)
ขณะที่อาการตาแห้งจากการที่น้ำตามีการระเหยมากกว่าปกติ จะมีการหลั่งน้ำตาอยู่ในระดับปกติ แต่มีการสูญเสียน้ำในน้ำตามากเกินไปจากการที่พื้นผิวดวงตาสัมผัสกับอากาศ ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยภายใน เช่น การทำงานของ meibomian gland ที่ผิดปกติ ความผิดปกติของการปิดเปลือกตาหรือการทำงานไม่สอดคล้องกันระหว่างเปลือกตากับลูกตา ความผิดปกติในการกะพริบตา หรือจากปัจจัยภายนอก เช่น โรคของพื้นผิวดวงตา การใส่คอนแทกต์เลนส์ การขาดวิตามินเอ และสารกันเสียในยาหยอดตา
นอกจากนี้ ยังอาจพบภาวะตาแห้งแบบผสมทั้งสองประเภท ที่พบทั้งการขาดน้ำตาและการระเหยของน้ำตาที่มากเกินไป ซึ่งมักจะพบได้มากขึ้นในผู้ที่มีกลุ่มอาการตาแห้งเมื่อโรคมีการดำเนินไปมากขึ้น
การจำแนกโรคตามระดับความรุนแรง
การจำแนกโรคตามระดับความรุนแรงนี้จะพิจารณาทั้งอาการและอาการแสดงร่วมกัน อย่างไรก็ตาม การจำแนกโรคในรูปแบบนี้จะไม่สามารถแบ่งออกจากกันได้แบบชัดเจน เนื่องจากผู้ป่วยอาจมีอาการหรืออาการแสดงที่ทับซ้อนกันในแต่ละระดับได้
กลุ่มอาการตาแห้งในระดับเล็กน้อย
ผู้ป่วยมีอาการจำกัดอยู่ที่การระคายเคืองตา คันตา เจ็บตา แสบตา หรือมีการมองเห็นพร่ามัวชั่วคราว ซึ่งการวินิจฉัยจะทำได้ค่อนข้างยากเนื่องจากอาการและอาการแสดงเกิดขึ้นไม่สม่ำเสมอ และการทดสอบทางคลินิกมักมีความไวและความจำเพาะต่ำ
กลุ่มอาการตาแห้งในระดับปานกลาง
ผู้ป่วยจะมีความรู้สึกไม่สบายตามากขึ้น รวมทั้งมีความถี่ของอาการที่มากขึ้น และมีความผิดปกติในการมองเห็นที่ชัดเจนและเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น
กลุ่มอาการตาแห้งในระดับรุนแรง
ผู้ป่วยจะมีอาการบ่อยมากยิ่งขึ้น โดยอาจมีความผิดปกติในการมองเห็นอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มอาการตาแห้งสามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ ตาแห้งจากการขาดน้ำตา และตาแห้งจากการที่น้ำตามีการระเหยมากกว่าปกติ
ตาแห้งจากการขาดน้ำตา (aqueous tear-deficient dry eye, tear-deficient dry eye หรือ lacrimal tear deficiency) เกิดจากการหลั่งน้ำตาจากต่อมน้ำตาลดลง โดยสามารถแบ่งย่อยได้เป็น 2 แบบ คือ Sjögren syndrome ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการแพ้ภูมิตนเอง และ non-Sjögren syndrome ซึ่งอาจเกิดจากความบกพร่องของต่อมน้ำตา การอุดตันของท่อน้ำตา หรือมีการหลั่งน้ำตาจากปฏิกิริยาการตอบสนองของตาลดลง (reflex hyposecretion)
ขณะที่อาการตาแห้งจากการที่น้ำตามีการระเหยมากกว่าปกติ จะมีการหลั่งน้ำตาอยู่ในระดับปกติ แต่มีการสูญเสียน้ำในน้ำตามากเกินไปจากการที่พื้นผิวดวงตาสัมผัสกับอากาศ ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยภายใน เช่น การทำงานของ meibomian gland ที่ผิดปกติ ความผิดปกติของการปิดเปลือกตาหรือการทำงานไม่สอดคล้องกันระหว่างเปลือกตากับลูกตา ความผิดปกติในการกะพริบตา หรือจากปัจจัยภายนอก เช่น โรคของพื้นผิวดวงตา การใส่คอนแทกต์เลนส์ การขาดวิตามินเอ และสารกันเสียในยาหยอดตา
นอกจากนี้ ยังอาจพบภาวะตาแห้งแบบผสมทั้งสองประเภท ที่พบทั้งการขาดน้ำตาและการระเหยของน้ำตาที่มากเกินไป ซึ่งมักจะพบได้มากขึ้นในผู้ที่มีกลุ่มอาการตาแห้งเมื่อโรคมีการดำเนินไปมากขึ้น
การจำแนกโรคตามระดับความรุนแรง
การจำแนกโรคตามระดับความรุนแรงนี้จะพิจารณาทั้งอาการและอาการแสดงร่วมกัน อย่างไรก็ตาม การจำแนกโรคในรูปแบบนี้จะไม่สามารถแบ่งออกจากกันได้แบบชัดเจน เนื่องจากผู้ป่วยอาจมีอาการหรืออาการแสดงที่ทับซ้อนกันในแต่ละระดับได้
กลุ่มอาการตาแห้งในระดับเล็กน้อย
ผู้ป่วยมีอาการจำกัดอยู่ที่การระคายเคืองตา คันตา เจ็บตา แสบตา หรือมีการมองเห็นพร่ามัวชั่วคราว ซึ่งการวินิจฉัยจะทำได้ค่อนข้างยากเนื่องจากอาการและอาการแสดงเกิดขึ้นไม่สม่ำเสมอ และการทดสอบทางคลินิกมักมีความไวและความจำเพาะต่ำ
กลุ่มอาการตาแห้งในระดับปานกลาง
ผู้ป่วยจะมีความรู้สึกไม่สบายตามากขึ้น รวมทั้งมีความถี่ของอาการที่มากขึ้น และมีความผิดปกติในการมองเห็นที่ชัดเจนและเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น
กลุ่มอาการตาแห้งในระดับรุนแรง
ผู้ป่วยจะมีอาการบ่อยมากยิ่งขึ้น โดยอาจมีความผิดปกติในการมองเห็นอย่างต่อเนื่อง
