Dry Eye Syndrome กลุ่มอาการตาแห้ง Initial Assessment

Last updated: 19 July 2024

อาการแสดงทางคลินิก

ผู้ป่วยกลุ่มอาการตาแห้ง อาจมีอาการดังต่อไปนี้
  • การมองเห็นพร่ามัวที่อาจดีขึ้นชั่วคราวเมื่อกะพริบตา
  • รู้สึกแสบตา
  • ไม่สามารถใส่คอนแทกต์เลนส์ได้
  • อาการทางตาเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาของวัน
  • อาการตาล้า
  • รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ภายในตา
  • กะพริบตาบ่อยขึ้น
  • ระคายเคืองตา
  • คันตาเล็กน้อย
  • มีขี้ตาหรือมีสารคัดหลั่งจากดวงตา
  • มีอาการแพ้แสง
  • ตาแดง
  • เจ็บแสบบริเวณดวงตา
  • น้ำตาไหล
อาการและอาการแสดงในผู้ที่มีกลุ่มอาการตาแห้งมักจะแย่ลงในช่วงท้ายของวัน โดยอาการเหล่านี้อาจรุนแรงขึ้นจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ลม การเดินทางโดยเครื่องบิน ความชื้นต่ำ การใช้สายตาเป็นเวลานานที่ทำให้มีการกะพริบตาลดลง หรือสภาพแวดล้อมที่มีควัน ซึ่งจะเพิ่มการระเหยของน้ำตาหรือทำให้เกิดการระคายเคืองที่ทำให้อาการตาแห้งแย่ลง

Dry Eye Syndrome_Initial AssesmentDry Eye Syndrome_Initial Assesment

การซักประวัติ

ในการซักประวัติ ควรมีการสอบถามในประเด็นเหล่านี้ เนื่องจากอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงหรือมีอาจเป็นสาเหตุของกลุ่มอาการตาแห้งได้ ดังนี้
  • ระยะเวลาที่มีอาการ
  • การใช้ยาบางชนิด เช่น น้ำตาเทียม น้ำยาล้างตา ยาต้านฮิสทามีนชนิดหยอดตาหรือชนิดรับประทาน ยารักษาโรคต้อหิน ยาหดหลอดเลือดชนิดหยอดตา ยาขับปัสสาวะ ยาในกลุ่มฮอร์โมนต่าง ๆ ยาต้านซึมเศร้า ยารักษาอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ ยา isotretinoin ยากลุ่ม beta-adrenergic antagonists ยาเคมีบำบัด หรือยาที่มีฤทธิ์ anticholinergic
    • การใช้ยาหยอดตามากกว่า 4–6 ครั้งต่อวัน อาจทำให้เกิดกลุ่มอาการตาแห้งได้
    • มีการศึกษาพบว่า ยาในกลุ่ม angiotensin-converting enzyme (ACE) inhibitors สัมพันธ์กับความเสี่ยงของการเกิดกลุ่มอาการตาแห้งที่ลดลง
  • ประวัติที่เกี่ยวข้องกับดวงตา เช่น การใช้และการดูแลคอนแท็กต์เลนส์ โรคเยื่อบุตาขาวอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic conjunctivitis) โรคของผิวดวงตา เช่น การติดเชื้อไวรัสเริม ไวรัสอีสุกอีใส การเกิด Stevens-Johnson syndrome การมีภาวะไม่มีน้ำตา (aniridia) หรือการเป็นโรค ocular mucous membrane pemphigoid
  • ประวัติที่เกี่ยวข้องกับระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย เช่น ประวัติการสูบบุหรี่หรือการได้รับควันบุหรี่มือสอง โรคผิวหนัง ความถี่ในการล้างหน้า ภาวะภูมิแพ้ การหมดประจำเดือน โรคอักเสบเรื้อรังภายในร่างกาย (เช่น Sjögren syndrome, ภาวะ graft versus host disease, โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (RA), โรค SLE) การบาดเจ็บ การติดเชื้อไวรัสเรื้อรัง (เช่น ไวรัสตับอักเสบซี, ไวรัส HIV) การฉายรังสีบริเวณเบ้าตา หรือโรคทางระบบประสาท (เช่น โรคพาร์กินสัน, โรค Bell’s palsy, โรค trigeminal neuralgia)
  • ประวัติการผ่าตัดทางตา (เช่น การผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา การผ่าต้อกระจก การผ่าตัดแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์) หรือการผ่าตัดที่ไม่เกี่ยวข้องกับตา (เช่น การปลูกถ่ายไขกระดูก การผ่าตัดบริเวณศีรษะและคอ การผ่าตัดเพื่อรักษาโรค trigeminal neuralgia) โดยเฉพาะการผ่าตัดแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ที่อาจไปรบกวนเส้นประสาทบริเวณกระจกตา ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะการสร้างน้ำตาบกพร่อง
  • อาชีพที่ต้องใช้สายตาต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น การใช้กล้องจุลทรรศน์หรือการใช้คอมพิวเตอร์ หรือผู้ที่ต้องมองขึ้นด้านบนหรือมองในแนวราบอย่างต่อเนื่อง โดยอาจทำให้อัตราการกะพริบตาลดลงและเพิ่มการระเหยของน้ำตา ทั้งนี้ การมองขึ้นด้านบนจะทำให้ช่องเปิดระหว่างเปลือกตากว้างขึ้น ทำให้ผิวตาสัมผัสกับอากาศและเกิดการระเหยของน้ำตาได้มากขึ้น
  • ปัจจัยทางโภชนาการ เช่น การได้รับวิตามินเอหรือกรดไขมันโอเมกา 3 ต่ำ หรือการรับประทานอาหารที่มีสัดส่วนของโอเมกา 6 ต่อสูงกว่าโอเมกา 3 อาจนำไปสู่การเกิดกลุ่มอาการตาแห้งได้มากขึ้น

การตรวจร่างกาย

ในการประเมินผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีกลุ่มอาการตาแห้ง ควรตรวจวัดความคมชัดของการมองเห็น ตรวจลักษณะภายนอกตา และการตรวจด้วย slit-lamp biomicroscopy เพื่อประเมินระดับความรุนแรงของการผลิตน้ำตาลดลง และ/หรือมีการระเหยที่เพิ่มขึ้น รวมถึงหาสาเหตุที่เป็นไปได้ของการระคายเคืองตา

การตรวจ slit-lamp biomicroscopy จะช่วยในการประเมินและวิเคราะห์ฟิล์มน้ำตา ขนตา anterior และ posterior eyelid margins รูเปิดท่อน้ำตา เยื่อบุตา และกระจกตา 

ควรมีการตรวจผิวหนังเพื่อหาสัญญาณที่อาจแสดงถึงการเป็นโรคหนังแข็งหรือโรคผิวหนังอักเสบโรซาเซีย ตรวจเปลือกตาเพื่อสังเกตความผิดปกติของการหลั่งน้ำตา ดูภาวะเปลือกตาม้วนเข้าหรือม้วนออก การปิดตาไม่สนิท การกะพริบตาน้อยกว่าปกติ ภาวะ lid lag หรือ lid retraction และภาวะตาโปน นอกจากนี้ ควรตรวจส่วนอื่น ๆ รอบดวงตาเพื่อตรวจดูการโตขึ้นของต่อมน้ำตา การตรวจลักษณะมือเพื่อหาสัญญาณที่อาจแสดงถึงโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ กลุ่มอาการ Raynaud phenomenon หรือการพบจุดเลือดออกใต้เล็บ (splinter hemorrhage)

ที่สำคัญ คือ ควรตรวจความผิดปกติของระบบประสาทเพื่อประเมินการทำงานของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 (trigeminal nerve) และคู่ที่ 7 (facial nerve)

การตรวจคัดกรอง

แบบสอบถามที่สามารถใช้ในการตรวจคัดกรอง ได้แก่
  • Ocular Surface Disease Index (OSDI)
  • McMonnies Dry Eye Questionnaire
  • Canadian Dry Eye Epidemiology Study (CANDEES) Questionnaire
  • Dry Eye Epidemiology Projects (DEEP) Questionnaire
  • Women’s Health Study Questionnaire
  • NEI-Visual Function Questionnaire (NEI-VFQ)
  • Dry Eye Questionnaire (DEQ)
  • Contact Lens Dry Eye Questionnaire (CLDEQ)
  • Dry Eye Disease Impact Questionnaire (DEDIQ)
  • Ocular Comfort Index (OCI)
โดยสามารถใช้แบบสอบถามเหล่านี้เพื่อประเมินผลการรักษา ประเมินระดับความรุนแรงของโรค ใช้คัดกรองผู้เข้าร่วมการศึกษาวิจัยทางคลินิก หรือใช้เพื่อศึกษาลักษณะการดำเนินไปของโรคเพื่อใช้ในงานวิจัยทางระบาดวิทยา โดยแบบสอบถามดังกล่าวมักประกอบด้วยการวินิจฉัยภาวะตาแห้งโดยแพทย์หรือการวินิจฉัยอื่น ๆ การประเมินความถี่หรือความรุนแรงของอาการ ผลกระทบที่เกิดจากอาการ เป็นต้น