การตรวจทางห้องปฎิบัติการและอื่น ๆ
การตรวจวินิจฉัยใช้เพื่อยืนยันภาวะกรดไหลย้อนที่ผิดปกติและการมีภาวะแทรกซ้อน
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การตรวจวัดค่าความเป็นกรด (pH) ในหลอดอาหาร (Esophageal pH Monitoring)
การตรวจวัดค่าความเป็นกรด (pH) ในหลอดอาหารใช้เพื่อวัดความถี่และระยะเวลาของการสัมผัสกรดในหลอดอาหารในแต่ละครั้ง อย่างไรก็ตาม การตรวจนี้ไม่สัมพันธ์กับความรุนแรงของกรดไหลย้อนในภาวะกรดไหลย้อน (GER) และโรคกรดไหลย้อน (GERD) แต่จะขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งทั้งหมดของการไหลย้อน จำนวนครั้งที่ระยะเวลานานกว่า 5 นาที ระยะเวลาของครั้งที่ไหลย้อนนานที่สุด และดัชนีกรดไหลย้อน (reflux index, RI) RI คือเปอร์เซ็นต์ของระยะเวลาทั้งหมดที่ตรวจพบว่าค่า pH ในหลอดอาหารต่ำกว่า 4.0 ไม่แนะนำให้ใช้การตรวจติดตามค่า pH ในหลอดอาหารเป็นประจำในผู้ป่วยทุกราย แต่อาจพิจารณาใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการคล้ายชักที่ไม่ได้เกิดจากโรคลมชักการอักเสบของทางเดินหายใจส่วนบน โรคหืดที่มีอาการผิดไปจากแบบทั่วไป ปอดอักเสบเป็นซ้ำ หูชั้นกลางอักเสบบ่อยครั้ง และฟันกร่อนของฟัน
การตรวจวัดกรดและการไหลย้อนของน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารเข้ามาในหลอดอาหาร (Multichannel Intraluminal Impedance (MII) Monitoring)
การตรวจวัดด้วยวิธี MII monitoring (การตรวจวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าภายในหลอดอาหาร) เป็นการวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าระหว่างขั้วไฟฟ้าหลายขั้วที่จัดวางไว้ตลอดแนวเยื่อบุหลอดอาหาร ซึ่งสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการกลืนหรือการไหลย้อนของก้อนอาหาร (bolus) ได้ทุกสถานะ ไม่ว่าจะเป็นของเหลว แก๊ส ของแข็ง หรือแบบผสม และสามารถตรวจจับได้แม้ปริมาณก้อนอาหารจะน้อยมาก โดยทั่วไปการทดสอบนี้มักทำควบคู่กับการตรวจวัดค่า pH ในหลอดอาหาร (esophageal pH monitoring) เพื่อให้สามารถติดตามและระบุได้อย่างแม่นยำว่าสิ่งที่ไหลย้อนกลับขึ้นมานั้นมีสภาพเป็นกรด สภาพที่ไม่เป็นกรด หรือเป็นกรดอ่อนๆ
การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ (Biopsy)
จำเป็นต้องมีการตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจหลังจากได้ตัวอย่างเนื้อเยื่อระหว่างการส่องกล้อง โดยความผิดปกติทางพยาธิวิทยาของเนื้อเยื่อที่บ่งชี้ว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน ได้แก่ การมี eosinophil แทรกในชั้นเยื่อบุผิว (intraepithelial eosinophilia), การหนาตัวของเซลล์ชั้นฐาน (basal hyperplasia), ภาวะช่องว่างระหว่างเซลล์ (spongiosis) และ การยื่นขยายของชั้นเยื่อบุผิวลึกลงไปในชั้นใต้เยื่อบุผิว (epithelial extensions หรือ rete pegs)
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การตรวจวัดค่าความเป็นกรด (pH) ในหลอดอาหาร (Esophageal pH Monitoring)
การตรวจวัดค่าความเป็นกรด (pH) ในหลอดอาหารใช้เพื่อวัดความถี่และระยะเวลาของการสัมผัสกรดในหลอดอาหารในแต่ละครั้ง อย่างไรก็ตาม การตรวจนี้ไม่สัมพันธ์กับความรุนแรงของกรดไหลย้อนในภาวะกรดไหลย้อน (GER) และโรคกรดไหลย้อน (GERD) แต่จะขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งทั้งหมดของการไหลย้อน จำนวนครั้งที่ระยะเวลานานกว่า 5 นาที ระยะเวลาของครั้งที่ไหลย้อนนานที่สุด และดัชนีกรดไหลย้อน (reflux index, RI) RI คือเปอร์เซ็นต์ของระยะเวลาทั้งหมดที่ตรวจพบว่าค่า pH ในหลอดอาหารต่ำกว่า 4.0 ไม่แนะนำให้ใช้การตรวจติดตามค่า pH ในหลอดอาหารเป็นประจำในผู้ป่วยทุกราย แต่อาจพิจารณาใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการคล้ายชักที่ไม่ได้เกิดจากโรคลมชักการอักเสบของทางเดินหายใจส่วนบน โรคหืดที่มีอาการผิดไปจากแบบทั่วไป ปอดอักเสบเป็นซ้ำ หูชั้นกลางอักเสบบ่อยครั้ง และฟันกร่อนของฟัน
การตรวจวัดกรดและการไหลย้อนของน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารเข้ามาในหลอดอาหาร (Multichannel Intraluminal Impedance (MII) Monitoring)
การตรวจวัดด้วยวิธี MII monitoring (การตรวจวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าภายในหลอดอาหาร) เป็นการวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าระหว่างขั้วไฟฟ้าหลายขั้วที่จัดวางไว้ตลอดแนวเยื่อบุหลอดอาหาร ซึ่งสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการกลืนหรือการไหลย้อนของก้อนอาหาร (bolus) ได้ทุกสถานะ ไม่ว่าจะเป็นของเหลว แก๊ส ของแข็ง หรือแบบผสม และสามารถตรวจจับได้แม้ปริมาณก้อนอาหารจะน้อยมาก โดยทั่วไปการทดสอบนี้มักทำควบคู่กับการตรวจวัดค่า pH ในหลอดอาหาร (esophageal pH monitoring) เพื่อให้สามารถติดตามและระบุได้อย่างแม่นยำว่าสิ่งที่ไหลย้อนกลับขึ้นมานั้นมีสภาพเป็นกรด สภาพที่ไม่เป็นกรด หรือเป็นกรดอ่อนๆ
การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ (Biopsy)
จำเป็นต้องมีการตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจหลังจากได้ตัวอย่างเนื้อเยื่อระหว่างการส่องกล้อง โดยความผิดปกติทางพยาธิวิทยาของเนื้อเยื่อที่บ่งชี้ว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน ได้แก่ การมี eosinophil แทรกในชั้นเยื่อบุผิว (intraepithelial eosinophilia), การหนาตัวของเซลล์ชั้นฐาน (basal hyperplasia), ภาวะช่องว่างระหว่างเซลล์ (spongiosis) และ การยื่นขยายของชั้นเยื่อบุผิวลึกลงไปในชั้นใต้เยื่อบุผิว (epithelial extensions หรือ rete pegs)
การวินิจฉัยด้วยภาพ
การเอกซเรย์กลืนสารทึบรังสีทางเดินอาหารส่วนบน (Upper Gastrointestinal (GI) Tract Contrast Radiography)
การเอกซเรย์กลืนสารทึบรังสีทางเดินอาหารส่วนบนเป็นการให้สารทึบรังสีเพื่อถ่ายภาพต่อเนื่องของทางเดินอาหารส่วนต้นจนถึงบริเวณ ligament of Treitz เพื่อให้เห็นภาพทางเดินอาหารส่วนบนทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์ การตรวจนี้มีความไว 31-86% และความจำเพาะ 21-83% สำหรับโรคกรดไหลย้อน อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ใช้เป็นประจำ อาจมีประโยชน์ในการแยกโรคกรดไหลย้อนออกจากความผิดปกติทางกายวิภาค เช่น พังผืดบริเวณแอนทรัม (antral web), กระเพาะส่วนปลายตีบตัน (pyloric stenosis) และ intestinal malrotation
การส่องกล้อง (Endoscopy)
การส่องกล้องจะถูกพิจารณาในผู้ป่วยที่มีอาการแสบร้อนกลางอก, อาเจียนเป็นเลือด, ถ่ายดำ, ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ และ/หรือกลืนลำบาก การตรวจนี้มีความจำเพาะสูง (95%) แต่มีความไวต่ำ (<50%) สำหรับโรคกรดไหลย้อน เนื่องจากการรักษาด้วยยา proton pump inhibitor (PPI) มักเริ่มก่อนการทดสอบใด ๆ ความไวของการส่องกล้องในการวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนจึงต่ำ ประมาณ 60% ของผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนอาจเป็น NERD การส่องกล้องจึงเป็นการตรวจวินิจฉัยอันดับแรกที่ควรพิจารณาในผู้ป่วยที่มีอาการสัญญาณเตือนหรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อ Barrett’s esophagus รวมถึงใช้ประเมินการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา PPI วันละ 2 ครั้ง และก่อนการผ่าตัดรักษากรดไหลย้อน อย่างไรก็ตาม ยังไม่แนะนำให้ใช้การตรวจนี้ในประชากรทั่วไป
การตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร (Esophageal Manometry)
Esophageal manometry เป็นการตรวจเพื่อวัดความดันของหูรูดหลอดอาหารส่วนบนและส่วนล่าง รวมถึงประเมินการบีบตัวแบบ peristalsis และการเคลื่อนไหวของหลอดอาหารขณะกลืน แม้ไม่แนะนำให้ใช้เพื่อวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนโดยตรง แต่การตรวจนี้มีประโยชน์ในการศึกษากลไกที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนในผู้ป่วย และช่วยแยกสาเหตุอื่นของความผิดปกติด้านการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร เช่น achalasia หรือโรคทางระบบประสาทได้
การตรวจด้วยเวชศาสตร์นิวเคลียร์ (Gastroesophageal Scintigraphy [Milk Scan])
การตรวจด้วยเวชศาสตร์นิวเคลียร์ใช้สารที่ติดฉลากด้วย 99mTc-labeled material เพื่อสแกนทางเดินอาหารส่วนกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร โดยใช้ประเมินภาวะกรดไหลย้อนหลังรับประทานอาหารและการระบายอาหารออกจากกระเพาะอาหาร การตรวจนี้ช่วยระบุผู้ป่วยที่มีภาวะการระบายอาหารจากกระเพาะล่าช้า และ/หรือมีการสำลักสารที่ไหลย้อนเข้าสู่ทางเดินหายใจ อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ใช้เป็นการตรวจตามปกติ เนื่องจากมีความไวต่ำ (15-59%) แม้จะมีความจำเพาะอยู่ที่ 83-100% สำหรับการวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อน
การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasonography)
อาจพิจารณาใช้การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงของหลอดอาหารหรือกระเพาะอาหารเมื่อไม่มีการตรวจด้วยการกลืนแป้งแบเรียม อาจช่วยตรวจจับการมีของเหลวที่รอยต่อระหว่างกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร ความยาวและตำแหน่งของ LES และการวัดมุมของ His (gastroesophageal angle of His)
การเอกซเรย์กลืนสารทึบรังสีทางเดินอาหารส่วนบนเป็นการให้สารทึบรังสีเพื่อถ่ายภาพต่อเนื่องของทางเดินอาหารส่วนต้นจนถึงบริเวณ ligament of Treitz เพื่อให้เห็นภาพทางเดินอาหารส่วนบนทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์ การตรวจนี้มีความไว 31-86% และความจำเพาะ 21-83% สำหรับโรคกรดไหลย้อน อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ใช้เป็นประจำ อาจมีประโยชน์ในการแยกโรคกรดไหลย้อนออกจากความผิดปกติทางกายวิภาค เช่น พังผืดบริเวณแอนทรัม (antral web), กระเพาะส่วนปลายตีบตัน (pyloric stenosis) และ intestinal malrotation
การส่องกล้อง (Endoscopy)
การส่องกล้องจะถูกพิจารณาในผู้ป่วยที่มีอาการแสบร้อนกลางอก, อาเจียนเป็นเลือด, ถ่ายดำ, ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ และ/หรือกลืนลำบาก การตรวจนี้มีความจำเพาะสูง (95%) แต่มีความไวต่ำ (<50%) สำหรับโรคกรดไหลย้อน เนื่องจากการรักษาด้วยยา proton pump inhibitor (PPI) มักเริ่มก่อนการทดสอบใด ๆ ความไวของการส่องกล้องในการวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนจึงต่ำ ประมาณ 60% ของผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนอาจเป็น NERD การส่องกล้องจึงเป็นการตรวจวินิจฉัยอันดับแรกที่ควรพิจารณาในผู้ป่วยที่มีอาการสัญญาณเตือนหรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อ Barrett’s esophagus รวมถึงใช้ประเมินการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา PPI วันละ 2 ครั้ง และก่อนการผ่าตัดรักษากรดไหลย้อน อย่างไรก็ตาม ยังไม่แนะนำให้ใช้การตรวจนี้ในประชากรทั่วไป
การตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร (Esophageal Manometry)
Esophageal manometry เป็นการตรวจเพื่อวัดความดันของหูรูดหลอดอาหารส่วนบนและส่วนล่าง รวมถึงประเมินการบีบตัวแบบ peristalsis และการเคลื่อนไหวของหลอดอาหารขณะกลืน แม้ไม่แนะนำให้ใช้เพื่อวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนโดยตรง แต่การตรวจนี้มีประโยชน์ในการศึกษากลไกที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนในผู้ป่วย และช่วยแยกสาเหตุอื่นของความผิดปกติด้านการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร เช่น achalasia หรือโรคทางระบบประสาทได้
การตรวจด้วยเวชศาสตร์นิวเคลียร์ (Gastroesophageal Scintigraphy [Milk Scan])
การตรวจด้วยเวชศาสตร์นิวเคลียร์ใช้สารที่ติดฉลากด้วย 99mTc-labeled material เพื่อสแกนทางเดินอาหารส่วนกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร โดยใช้ประเมินภาวะกรดไหลย้อนหลังรับประทานอาหารและการระบายอาหารออกจากกระเพาะอาหาร การตรวจนี้ช่วยระบุผู้ป่วยที่มีภาวะการระบายอาหารจากกระเพาะล่าช้า และ/หรือมีการสำลักสารที่ไหลย้อนเข้าสู่ทางเดินหายใจ อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ใช้เป็นการตรวจตามปกติ เนื่องจากมีความไวต่ำ (15-59%) แม้จะมีความจำเพาะอยู่ที่ 83-100% สำหรับการวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อน
การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasonography)
อาจพิจารณาใช้การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงของหลอดอาหารหรือกระเพาะอาหารเมื่อไม่มีการตรวจด้วยการกลืนแป้งแบเรียม อาจช่วยตรวจจับการมีของเหลวที่รอยต่อระหว่างกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร ความยาวและตำแหน่งของ LES และการวัดมุมของ His (gastroesophageal angle of His)
