อาการแสดงทางคลินิก
Classical Scabies
อาการสำคัญของโรคหิดคืออาการคันทั่วร่างกาย ซึ่งมักมีอาการรุนแรงขึ้นในเวลากลางคืน อาการคันเกิดจากปฏิกิริยาภูมิไวเกินชนิดที่ 4 (type IV hypersensitivity reaction) ที่เกิดต่อตัวไรและสิ่งที่ตัวไรสร้างขึ้น เช่น น้ำลาย ไข่ และอุจจาระ หลังจากร่างกายมีการไวต่อสารกระตุ้นดังกล่าวแล้ว โดยทั่วไปการเกิดปฏิกิริยาภูมิไวเกินจะเกิดขึ้นภายใน 3–6 สัปดาห์หลังการติดเชื้อครั้งแรก แต่ในกรณีติดเชื้อซ้ำอาจเกิดอาการได้ภายใน 1–3 วัน เนื่องจากร่างกายเคยมีการตอบสนองต่อเชื้อมาก่อน รอยโรคระยะแรกอาจพบหรือไม่พบก็ได้ เนื่องจากอาจถูกทำลายจากการเกาหรือเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนภายหลังทำให้ลักษณะรอยโรคเปลี่ยนไป
รอยโรคปฐมภูมิ (Primary Lesions)
Scabies_Initial Assesment 1ลักษณะผื่นเป็นรอยขีดเส้นตรง เส้นโค้ง หรือรูปตัว S โดยมักเห็นเป็นแนวเส้นสีเงินบนผิวหนัง มีความยาวเฉลี่ยประมาณ 0.5 ซม. ตำแหน่งที่พบบ่อย ได้แก่ ซอกนิ้วมือ ด้านข้างของมือและเท้า ข้อมือ ก้น รักแร้ หัวนม อวัยวะเพศชาย หรือถุงอัณฑะ ส่วนในเด็กเล็กและทารก มักพบที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า การใช้หมึกปากกาสีน้ำเงินหรือสีดำทาบริเวณผิวหนังอาจช่วยให้เห็นทางเดินของตัวไรได้ชัดขึ้น เนื่องจากหมึกจะซึมเข้าไปตามทางเดินของตัวไรและปรากฏเป็นเส้นสีเข้มบนผิวหนัง
ตุ่มน้ำและตุ่มนูน
ตุ่มน้ำมักพบที่บริเวณจุดเริ่มต้นของทางเดินตัวไร โดยอาจพบตุ่มน้ำขนาดเล็กเป็นจุด ๆ ที่มีน้ำใสจากสารคัดหลั่งอยู่ภายในได้ ตุ่มนูนมักมีขนาดเล็ก และอาจพบรอยเกาจนถลอกร่วมกับสะเก็ดเลือดที่ด้านบน ตุ่มนูนเหล่านี้อาจเกิดจากปฏิกิริยาภูมิไวเกินของร่างกาย และโดยทั่วไปมักไม่พบตัวไรภายในรอยโรค รอยโรคชนิดนี้มักพบมากบริเวณซอกนิ้วมือ ส่วนในเด็กเล็กและทารก อาจพบตุ่มน้ำหรือตุ่มหนองได้ที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า
ก้อนนูน (nodules)
ก้อนนูนเป็นตุ่มนูนลักษณะคล้ายโดมที่คงอยู่นาน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5–6 มม. มีลักษณะแข็ง สีแดง และมีอาการคันรุนแรงมาก โดยมักพบที่บริเวณผิวหนังที่มีเสื้อผ้าปกคลุม เช่น รักแร้ ขาหนีบ ก้น และอวัยวะเพศชาย โดยทั่วไปมักไม่พบตัวไรภายในรอยโรคเหล่านี้
ก้อนนูนอาจเกิดจากการตอบสนองต่อการอักเสบที่มากเกินไปของร่างกายต่อ ตัวไรหรือสารที่ตัวไรสร้างขึ้น และอาจเป็นผลจากปฏิกิริยาภูมิไวเกินต่อการติดเชื้อโรคหิดในอดีต หรือการติดเชื้อที่ยังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ก้อนนูนอาจคงอยู่ได้นานแม้ได้รับการรักษาโรคหิดจนหายแล้ว และในบางกรณีอาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์เข้ารอยโรค เพื่อช่วยลดการอักเสบและอาการคัน
รอยโรคทุติยภูมิ (Secondary Lesions)
รอยโรคทุติยภูมิมักพบเด่นชัดในลักษณะทางคลินิกของโรคหิด เนื่องจากเป็นผลที่เกิดตามมาจากการติดเชื้อแทรกซ้อนหรือการเกา รอยถลอกขนาดเล็กเป็นจุด ๆ เป็นรอยโรคทุติยภูมิที่พบได้บ่อยที่สุด ส่วนตุ่มหนองเป็นลักษณะที่บ่งชี้ถึงการติดเชื้อแทรกซ้อน นอกจากนี้ อาจพบผิวหนังลอกเป็นขุย ผื่นแดง และการอักเสบแบบผื่นแพ้ผิวหนังซึ่งเกิดจากการเกาหรือการระคายเคืองของผิวหนังได้ด้วย
การกระจายตัวของรอยโรค
Scabies_Initial Assesment 2ผู้ใหญ่และเด็กโต
รอยโรคมักพบตั้งแต่บริเวณลำคอลงไป เช่น ซอกนิ้วมือ พื้นผิวด้านงอของปลายแขน (บริเวณข้อมือและข้อศอก) รอยพับรักแร้ รอบสะดือและแนวขอบกางเกง ก้น ข้อเท้า ขาหนีบ อวัยวะเพศชาย ถุงอัณฑะ รอบปานนม และหัวนม โดยในผู้ใหญ่มักไม่พบการติดเชื้อบริเวณหนังศีรษะและใบหน้า ส่วนในเด็กเล็กมาก ศีรษะมักไม่พบรอยโรคเช่นกัน บริเวณแผ่นหลังพบได้น้อยทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก
ทารก
รอยโรคมักพบที่บริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า และอาจพบที่ใบหน้าและหนังศีรษะได้เป็นครั้งคราว
Crusted Scabies
Crusted scabies มักพบในผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่ใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดทาผิวหนังเป็นเวลานาน ผู้ที่มีโรคทางระบบรุนแรง หรือมีความผิดปกติทางระบบประสาทหรือจิตเวช รวมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในสถานดูแลระยะยาว อาการคันอาจไม่พบหรือมีเพียงเล็กน้อย รอยโรคบนผิวหนังมักเป็นปื้นนูนแดง กระจายทั่วร่างกาย ขอบเขตไม่ชัดเจน มีรอยแตก และปกคลุมด้วยขุยหรือสะเก็ด
บริเวณที่มีปื้นหนาเหล่านี้มักมีลักษณะเป็นปื้นสีเหลืองถึงน้ำตาล ผิวขรุขระหนาแบบหูด (verrucous appearance) โดยเฉพาะบริเวณที่มีปุ่มกระดูก เช่น สันกระดูกเชิงกราน ข้อศอก และข้อนิ้ว เล็บอาจมีความผิดปกติ เช่น เล็บเปลี่ยนรูป สีเปลี่ยน และหนาตัวขึ้น ผู้ป่วยอาจพบปื้นผิวหนังหนาจากการสร้างเคราตินมากผิดปกติ (hyperkeratotic crusted plaques) ซึ่งอาจกระจายทั่วร่างกาย หรือจำกัดอยู่เฉพาะบริเวณมือและเท้า
ในบางรายอาจพบรอยโรคคล้ายสะเก็ดเงินหรือผื่นผิวหนังอักเสบแบบเอ็กซีมา (eczematous lesions) โดยมีลักษณะเป็นผื่นแดงลอกเป็นขุยละเอียดคล้ายผงแป้ง บริเวณใบหน้า ลำคอ หนังศีรษะ และลำตัว นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีต่อมน้ำเหลืองโตทั่วร่างกาย (generalized lymphadenopathy) และภาวะเม็ดเลือดขาว eosinophil สูงร่วมด้วย
การซักประวัติ
ควรสงสัยโรคหิดในผู้ป่วยที่มีผื่นคันมาก โดยอาการคันมักรุนแรงขึ้นในเวลากลางคืน และ/หรือมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ติดเชื้อ สมาชิกในครอบครัว หรือคู่นอนที่มีรอยโรคคันและมีอาการคันเด่นชัดในเวลากลางคืนเช่นกัน
การตรวจร่างกาย
ควรตรวจร่างกายทั่วทั้งร่างกายในบริเวณที่มีแสงสว่างเพียงพอ โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการตรวจบริเวณศีรษะและใบหน้าในผู้ป่วยทารกและผู้สูงอายุ หากผู้ป่วยไม่อนุญาตให้ตรวจทั่วร่างกาย การตรวจเฉพาะบริเวณแขนขาอาจเพียงพอสำหรับการประเมินเบื้องต้นได้
การวินิจฉัยและเกณฑ์การวินิจฉัย
การวินิจฉัยโรคหิดอาศัยลักษณะอาการแสดงทางคลินิก และยืนยันการวินิจฉัยด้วยการตรวจพบตัวไร ไข่ของตัวไร หรือมูลของตัวไรด้วยกล้องจุลทรรศน์
| Level A: ยืนยันการวินิจฉัยโรคหิด การวินิจฉัยทำโดยการตรวจพบส่วนประกอบของตัวไรหิด ไข่ หรืออุจจาระของไรหิด ด้วยวิธีที่สามารถเห็นได้โดยตรง อย่างน้อย 1 ข้อ ดังต่อไปนี้ |
|
| A1 | พบตัวไร ไข่ หรืออุจจาระ จากการตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ของตัวอย่างผิวหนัง (เช่น การขูดผิวหนัง) |
| A2 | พบตัวไร ไข่ หรืออุจจาระ จากการตรวจบนตัวผู้ป่วยด้วยอุปกรณ์ที่ให้ภาพกำลังขยายสูง |
| A3 | พบตัวไรบนผิวหนังผู้ป่วยจากการตรวจด้วย dermatoscopy |
| Level B: วินิจฉัยโรคหิดทางคลินิก การวินิจฉัยอาศัยประวัติและการตรวจร่างกาย โดยมีอย่างน้อย 1 ข้อ ดังต่อไปนี้ |
|
| B1 | พบรอยทางเดินของไรหิด (burrow หรือ cuniculus) |
| B2 | พบผื่นลักษณะจำเพาะบริเวณอวัยวะเพศชาย |
| B3 | พบผื่นลักษณะจำเพาะในตำแหน่งที่พบบ่อยร่วมกับประวัติอย่างน้อย 2 ข้อ |
| Level C: สงสัยโรคหิด การวินิจฉัยอาศัยประวัติและการตรวจร่างกาย โดยมีอย่างน้อย 1 ข้อ ดังต่อไปนี้ |
|
| C1 | พบผื่นลักษณะจำเพาะในตำแหน่งที่พบบ่อย ร่วมกับประวัติ 1 ข้อ |
| C2 | พบผื่นลักษณะจำเพาะในตำแหน่งที่พบบ่อย ร่วมกับประวัติ 2 ข้อ |
| ลักษณะสำคัญจากการซักประวัติ | |
| H1 | อาการคัน |
| H2 | ประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการคัน หรือมีผื่นเข้าได้กับโรคหิดในตำแหน่งจำเพาะ |
Reference: Engelman D, Yoshizumi J, Hay RJ, et al. The 2020 International Alliance for the Control of Scabies consensus criteria for the diagnosis of scabies. Br J Dermatol. 2020 Nov;183(5):808-820. doi: 10.1111/bjd.18943. PMID: 32034956.
