การตรวจทางห้องปฏิบัติการและอื่น ๆ
การทดสอบเพื่อใช้ในการวินิจฉัยหลายวิธีมีประโยชน์ในการช่วยยืนยันการวินิจฉัย
แต่อาจมีความสอดคล้องกับอาการของผู้ป่วยค่อนข้างน้อย
การทดสอบเหล่านี้สามารถใช้ประเมินความไม่เสถียรของฟิล์มน้ำตา ความเสียหายบนพื้นผิวดวงตา
และการไหลของน้ำตาได้
Fluorescein Dye Disappearance Test หรือ Tear Function Index
การทดสอบนี้ใช้เพื่อประเมินการกำจัดหรือการหมุนเวียนของน้ำตาบนพื้นผิวดวงตา โดยจะประเมินการผลิตน้ำตา ปริมาณน้ำตา และการระบายน้ำตา ผลของการทดสอบนี้ค่อนข้างสัมพันธ์กับระดับความรุนแรงของอาการระคายเคืองตาและสัมพันธ์กับการติดสี fluorescein บนกระจกตามากกว่า Schirmer test โดยการกำจัดน้ำตาที่ล่าช้าจะสัมพันธ์กับความเข้มข้นของ cytokine ในน้ำตาที่สูง ซึ่งอาจนำไปสู่การอักเสบเรื้อรังได้
Lacrimal Gland Function Test
เป็นการตรวจหาระดับ lactoferrin ซึ่งเป็นโปรตีนในน้ำตาที่พบได้มากที่สุดที่หลั่งจากต่อมน้ำตา โดยผู้ป่วยที่เป็น Sjögren syndrome หรือผู้ที่มีความผิดปกติของต่อมน้ำตาจากสาเหตุอื่น ๆ มักพบว่ามีความเข้มข้นของ lactoferrin ต่ำ
Matrix Metalloproteinase-9 (MMP-9) Test
อาจใช้การทดสอบนี้เพื่อตรวจประเมินการอักเสบและดูการเปลี่ยนแปลงของโรค ซึ่งอาจช่วยในการวางแผนการรักษาได้
Ocular Surface Dye Staining
เป็นการตรวจประเมินพื้นผิวดวงตาโดยใช้สีย้อม เช่น fluorescein, rose bengal หรือ lissamine green โดยระดับของการติดสีที่เยื่อบุตาจะบ่งบอกถึงความรุนแรงของกลุ่มอาการตาแห้ง
Schirmer Test
เป็นการทดสอบเพื่อประเมินการสร้างหรือการไหลของน้ำตา โดยวางแถบกระดาษกรองไว้ที่บริเวณ inferior cul-de-sac ของดวงตาและวัดความยาวของแถบกระดาษกรองที่เปียกในเวลา 5 นาที การทดสอบนี้สามารถทำได้ทั้งแบบไม่ใช้ยาชาเพื่อวัดการหลั่งน้ำตาจากปฏิกิริยาการตอบสนองของดวงตา หรือแบบใช้ยาชาเพื่อลดปฏิกิริยาการตอบสนองของดวงตาในการตรวจการหลั่งน้ำตาในสภาวะปกติ โดยผลจาก Schirmer test แบบใช้ยาชาจะถือว่าผิดปกติเมื่อวัดความยาวของกระดาษกรองที่เปียกได้ ≤10 มิลลิเมตร ภายใน 2 นาที อย่างไรก็ตาม ผลทดสอบที่ผิดปกติเพียงครั้งเดียวอาจไม่มีความจำเพาะ แต่หากพบค่าต่ำอย่างสม่ำเสมอ จะมีความเป็นไปได้มากที่จะมีการสร้างน้ำตาผิดปกติ ทั้งนี้ เนื่องจากผลจาก Schirmer test มักมีความแปรปรวน จึงไม่ควรใช้การทดสอบนี้เพียงอย่างเดียวเป็นเกณฑ์ในการวินิจฉัยกลุ่มอาการตาแห้ง
Tear Film Break-up Time (TFBUT) Test
เป็นการวัดระยะเวลาระหว่างการกะพริบตาครั้งสุดท้ายจนกระทั่งพบการแตกของชั้นฟิล์มน้ำตาที่ถูกย้อมด้วย fluorescein ครั้งแรก การทดสอบนี้ใช้เพื่อประเมินความไม่เสถียรของฟิล์มน้ำตา โดยถ้าหากพบการแตกซ้ำในตำแหน่งเดิม อาจบ่งชี้ว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติบริเวณ anterior basement membrane ทั้งนี้ ผลการทดสอบที่ถือว่าผิดปกติ คือ TFBUT มีค่าน้อยกว่า 10 วินาที ซึ่งสามารถพบได้ทั้งในผู้ที่มีการสร้างน้ำตาผิดปกติและผู้ที่มีความผิดปกติของต่อมไขมันที่เปลือกตา
Tear Osmolarity Test
การทดสอบนี้ถือเป็นการทดสอบที่มีความไวและมีความจำเพาะในการวินิจฉัยและประเมินระดับความรุนแรงของกลุ่มอาการตาแห้งได้สูงกว่าวิธีการย้อมกระจกตาและเยื่อบุตา, TFBUT, Schirmer test และการประเมินระดับความผิดปกติของต่อมไขมันที่เปลือกตา
การทดสอบอื่น ๆ
Videokeratography อาจใช้ในการวินิจฉัยและประเมินระดับความรุนแรงของกลุ่มอาการตาแห้งได้อย่างเป็นระบบ ใช้ในการคัดกรองผู้ป่วยก่อนการทำ LASIK และประเมินความเสี่ยงของการเกิดภาวะตาแห้งเรื้อรังหลังการทำ LASIK นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบ impression cytology ที่อาจเป็นทางเลือกที่มีการรุกรานผู้ป่วยน้อยกว่าการทำ ocular biopsy โดยใช้ในการตรวจความผิดปกติบางอย่าง เช่น การมีจำนวน goblet cell ลดลง และการเกิด squamous metaplasia
การทดสอบเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคร่วม
การตรวจหาแอนติบอดี เช่น anti-Rho (SSA), anti-La (SSB), anti-nuclear antibody (ANA) และ rheumatoid factor สามารถใช้ในการวินิจฉัยผู้ป่วย Sjögren syndrome ได้ โดยการตรวจหา biomarker บางชนิดเพิ่มเติม เช่น salivary protein 1 (SP1), carbonic anhydrase 6 (CA6) และ parotid secretory protein (PSP) อาจนำมาใช้ในการระบุผู้ป่วย Sjögren syndrome ในระยะเริ่มต้นหรือผู้ที่มีกลุ่มอาการตาแห้งที่มีสาเหตุมาจากโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองอื่น ๆ
การตรวจ antithyroid peroxidase antibody, antithyroglobulin antibody และการวินิจฉัยด้วยภาพบริเวณเบ้าตาด้วยการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) สามารถทำได้เพื่อประเมินโรคของต่อมไทรอยด์ โดย MRI มีประโยชน์อย่างมากในการวัดความหนาของกล้ามเนื้อตา
การตรวจ serum lysozyme, ACE test, การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์บริเวณทรวงอกเพื่อประเมินขอบเขตของโรค และการตรวจชิ้นเนื้อเยื่อบุตา สามารถใช้ในการประเมินผู้ป่วยที่สงสัยถึงภาวะ sarcoidosis ทั้งนี้ การตรวจชิ้นเนื้อเยื่อบุตาร่วมกับการส่องภายใต้กล้องจุลทรรศน์ การตรวจแบบ immunofluorescence หรือ immunohistochemical studies สามารถทำได้ในผู้ป่วยที่สงสัยภาวะ ocular mucous membrane pemphigoid
Fluorescein Dye Disappearance Test หรือ Tear Function Index
การทดสอบนี้ใช้เพื่อประเมินการกำจัดหรือการหมุนเวียนของน้ำตาบนพื้นผิวดวงตา โดยจะประเมินการผลิตน้ำตา ปริมาณน้ำตา และการระบายน้ำตา ผลของการทดสอบนี้ค่อนข้างสัมพันธ์กับระดับความรุนแรงของอาการระคายเคืองตาและสัมพันธ์กับการติดสี fluorescein บนกระจกตามากกว่า Schirmer test โดยการกำจัดน้ำตาที่ล่าช้าจะสัมพันธ์กับความเข้มข้นของ cytokine ในน้ำตาที่สูง ซึ่งอาจนำไปสู่การอักเสบเรื้อรังได้
Lacrimal Gland Function Test
เป็นการตรวจหาระดับ lactoferrin ซึ่งเป็นโปรตีนในน้ำตาที่พบได้มากที่สุดที่หลั่งจากต่อมน้ำตา โดยผู้ป่วยที่เป็น Sjögren syndrome หรือผู้ที่มีความผิดปกติของต่อมน้ำตาจากสาเหตุอื่น ๆ มักพบว่ามีความเข้มข้นของ lactoferrin ต่ำ
Matrix Metalloproteinase-9 (MMP-9) Test
อาจใช้การทดสอบนี้เพื่อตรวจประเมินการอักเสบและดูการเปลี่ยนแปลงของโรค ซึ่งอาจช่วยในการวางแผนการรักษาได้
Ocular Surface Dye Staining
เป็นการตรวจประเมินพื้นผิวดวงตาโดยใช้สีย้อม เช่น fluorescein, rose bengal หรือ lissamine green โดยระดับของการติดสีที่เยื่อบุตาจะบ่งบอกถึงความรุนแรงของกลุ่มอาการตาแห้ง
- Fluorescein จะย้อมติดบริเวณเยื่อบุผิวของกระจกตาและเยื่อบุตาขาวที่มีการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ผิดปกติหรือมีช่องว่างมากพอให้สีย้อมสามารถซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อได้ การพบลักษณะการติดสีแบบเป็นจุด ๆ หรือในบริเวณที่ตาสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมภายนอกจะสอดคล้องกับกลุ่มอาการตาแห้ง อย่างไรก็ตาม อาจพบการย้อมติดสีเล็กน้อยได้ในผู้ที่ตาปกติ โดยเฉพาะในช่วงเช้า
- Rose bengal จะย้อมติดบริเวณเซลล์บนผิวดวงตาที่ขาดเมือกเคลือบ รวมถึงเศษหรือสิ่งตกค้างในฟิล์มน้ำตา ทั้งนี้ สีย้อมนี้อาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติของเยื่อบุตาได้จากการพบเซลล์ที่ย้อมติดสีในบริเวณ interpalpebral zone
- Lissamine green ให้ผลการย้อมคล้าย rose bengal แต่ผู้ป่วยจะทนต่อการย้อมสีนี้ได้ดีกว่าในระดับใกล้เคียงกับ fluorescein ทั้งนี้ โดยทั่วไปจะไม่ใช้การย้อมสีชนิดนี้ในการประเมินโรคของเยื่อบุผิวกระจกตา
Schirmer Test
เป็นการทดสอบเพื่อประเมินการสร้างหรือการไหลของน้ำตา โดยวางแถบกระดาษกรองไว้ที่บริเวณ inferior cul-de-sac ของดวงตาและวัดความยาวของแถบกระดาษกรองที่เปียกในเวลา 5 นาที การทดสอบนี้สามารถทำได้ทั้งแบบไม่ใช้ยาชาเพื่อวัดการหลั่งน้ำตาจากปฏิกิริยาการตอบสนองของดวงตา หรือแบบใช้ยาชาเพื่อลดปฏิกิริยาการตอบสนองของดวงตาในการตรวจการหลั่งน้ำตาในสภาวะปกติ โดยผลจาก Schirmer test แบบใช้ยาชาจะถือว่าผิดปกติเมื่อวัดความยาวของกระดาษกรองที่เปียกได้ ≤10 มิลลิเมตร ภายใน 2 นาที อย่างไรก็ตาม ผลทดสอบที่ผิดปกติเพียงครั้งเดียวอาจไม่มีความจำเพาะ แต่หากพบค่าต่ำอย่างสม่ำเสมอ จะมีความเป็นไปได้มากที่จะมีการสร้างน้ำตาผิดปกติ ทั้งนี้ เนื่องจากผลจาก Schirmer test มักมีความแปรปรวน จึงไม่ควรใช้การทดสอบนี้เพียงอย่างเดียวเป็นเกณฑ์ในการวินิจฉัยกลุ่มอาการตาแห้ง
Tear Film Break-up Time (TFBUT) Test
เป็นการวัดระยะเวลาระหว่างการกะพริบตาครั้งสุดท้ายจนกระทั่งพบการแตกของชั้นฟิล์มน้ำตาที่ถูกย้อมด้วย fluorescein ครั้งแรก การทดสอบนี้ใช้เพื่อประเมินความไม่เสถียรของฟิล์มน้ำตา โดยถ้าหากพบการแตกซ้ำในตำแหน่งเดิม อาจบ่งชี้ว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติบริเวณ anterior basement membrane ทั้งนี้ ผลการทดสอบที่ถือว่าผิดปกติ คือ TFBUT มีค่าน้อยกว่า 10 วินาที ซึ่งสามารถพบได้ทั้งในผู้ที่มีการสร้างน้ำตาผิดปกติและผู้ที่มีความผิดปกติของต่อมไขมันที่เปลือกตา
Tear Osmolarity Test
การทดสอบนี้ถือเป็นการทดสอบที่มีความไวและมีความจำเพาะในการวินิจฉัยและประเมินระดับความรุนแรงของกลุ่มอาการตาแห้งได้สูงกว่าวิธีการย้อมกระจกตาและเยื่อบุตา, TFBUT, Schirmer test และการประเมินระดับความผิดปกติของต่อมไขมันที่เปลือกตา
การทดสอบอื่น ๆ
Videokeratography อาจใช้ในการวินิจฉัยและประเมินระดับความรุนแรงของกลุ่มอาการตาแห้งได้อย่างเป็นระบบ ใช้ในการคัดกรองผู้ป่วยก่อนการทำ LASIK และประเมินความเสี่ยงของการเกิดภาวะตาแห้งเรื้อรังหลังการทำ LASIK นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบ impression cytology ที่อาจเป็นทางเลือกที่มีการรุกรานผู้ป่วยน้อยกว่าการทำ ocular biopsy โดยใช้ในการตรวจความผิดปกติบางอย่าง เช่น การมีจำนวน goblet cell ลดลง และการเกิด squamous metaplasia
การทดสอบเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคร่วม
การตรวจหาแอนติบอดี เช่น anti-Rho (SSA), anti-La (SSB), anti-nuclear antibody (ANA) และ rheumatoid factor สามารถใช้ในการวินิจฉัยผู้ป่วย Sjögren syndrome ได้ โดยการตรวจหา biomarker บางชนิดเพิ่มเติม เช่น salivary protein 1 (SP1), carbonic anhydrase 6 (CA6) และ parotid secretory protein (PSP) อาจนำมาใช้ในการระบุผู้ป่วย Sjögren syndrome ในระยะเริ่มต้นหรือผู้ที่มีกลุ่มอาการตาแห้งที่มีสาเหตุมาจากโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองอื่น ๆ
การตรวจ antithyroid peroxidase antibody, antithyroglobulin antibody และการวินิจฉัยด้วยภาพบริเวณเบ้าตาด้วยการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) สามารถทำได้เพื่อประเมินโรคของต่อมไทรอยด์ โดย MRI มีประโยชน์อย่างมากในการวัดความหนาของกล้ามเนื้อตา
การตรวจ serum lysozyme, ACE test, การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์บริเวณทรวงอกเพื่อประเมินขอบเขตของโรค และการตรวจชิ้นเนื้อเยื่อบุตา สามารถใช้ในการประเมินผู้ป่วยที่สงสัยถึงภาวะ sarcoidosis ทั้งนี้ การตรวจชิ้นเนื้อเยื่อบุตาร่วมกับการส่องภายใต้กล้องจุลทรรศน์ การตรวจแบบ immunofluorescence หรือ immunohistochemical studies สามารถทำได้ในผู้ป่วยที่สงสัยภาวะ ocular mucous membrane pemphigoid
