การตรวจทางห้องปฏิบัติการและอื่น ๆ
การตรวจปัสสาวะและการเพาะเชื้อจากปัสสาวะใช้เพื่อระบุสาเหตุอาการปวดที่มาจากระบบทางเดินปัสสาวะ
(เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ นิ่ว) การทดสอบการตั้งครรภ์และการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
เช่น โรคหนองในและหนองในเทียม ตามความเหมาะสม นอกจากนี้ยังไม่มีการตรวจเลือดที่สามารถวินิจฉัยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ได้อย่างน่าเชื่อถือ
การส่องกล้อง (Laparoscopy)
การส่องกล้องเป็นวิธีการวินิจฉัยมาตรฐาน เว้นแต่จะมองเห็นรอยโรคในช่องคลอด ซึ่งอาจใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาได้ด้วย แต่ไม่ควรทำระหว่างหรือระยะเวลาภายในสามเดือนของการรักษาด้วยฮอร์โมนเพื่อหลีกเลี่ยงการวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้อง
การตัดชิ้นเนื้อและการศึกษาทางพยาธิวิทยาของรอยโรคอย่างน้อยหนึ่งตำแหน่งเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งควรพบลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือ ต่อมเยื่อบุโพรงมดลูกที่ผิดที่ (ectopic endometrial glands) เนื้อเยื่อรองรับของเยื่อบุโพรงมดลูกที่ผิดที่ (ectopic endometrial stroma) และเลือดออกในเนื้อเยื่อข้างเคียง โดยในวัยรุ่น ลักษณะของโรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่อาจพบความผิดปกติที่ไม่เป็นตามแบบแผนปกติ เช่น ถุงน้ำใส มีรอยโรคสีแดง
ผลการส่องกล้องที่ไม่พบรอยโรค ไม่สามารถตัดการวินิจฉัยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ออกได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคที่ตรวจพบ ควรตัดรอยโรคของเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ออกไปพร้อมกัน และสามารถใช้การตัดชิ้นเนื้อช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคได้
การจัดแบ่งระยะโรคโดยการส่องกล้อง (Laparoscopic Classifications)
การจัดแบ่งระยะโรคจาก The Revised American Society for Reproductive Medicine (rASRM) (ชื่อเดิม the Revised American Fertility Society Score; rAFS) ประเมินคะแนนโดยขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ขอบเขต และความรุนแรงของรอยโรค โดยพิจารณาจากลักษณะต่าง ๆ รวมถึงการเกิดรอยโรคนี้ทั้งสองข้าง (bilaterality) ความลึกของการแทรกซึม (invasion) ขนาด การมีส่วนร่วมของรังไข่และแอ่งดักลาส (cul-de-sac) และความหนาแน่นของพังผืด ระบบนี้ไม่ครอบคลุมถึงโครงสร้างในช่องหลังเยื่อบุช่องท้อง (retroperitoneal structures) และโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ที่แทรกซึมลึก โดยการให้คะแนนมีดังนี้:
Serum CA-125
สตรีที่เป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่อาจมีระดับ serum CA-125 สูง แต่ผู้ป่วยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่นี้ก็อาจมีระดับ CA-125 อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ ค่า serum CA-125 ไม่มีประโยชน์ในการใช้เป็นเครื่องมือวินิจฉัยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ แต่สามารถใช้ช่วยประเมินการมีอยู่ของก้อนบริเวณปีกมดลูกที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย ค่า serum CA-125 นี้ยังสูงขึ้นได้ในกรณีของเนื้องอกเยื่อบุผิวรังไข่ (ovarian epithelial neoplasia) เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก (myoma) เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในกล้ามเนื้อมดลูก (adenomyosis) โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบเฉียบพลัน (pelvic inflammatory disease; PID) ถุงน้ำรังไข่ และการตั้งครรภ์
การตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy)
อาจพิจารณาการตัดชิ้นเนื้อในรอยโรคและถุงน้ำที่สงสัยว่าเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยและตัดความเป็นไปได้ของโรคมะเร็งออกไป ซึ่งเป็นการตรวจที่แนะนำสำหรับการวินิจฉัยผู้ป่วยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในระดับน้อยถึงปานกลาง ในผู้ป่วยโรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ พบว่าความชุกของมะเร็งรังไข่อยู่ที่ <1% การตัดชิ้นเนื้อสามารถช่วยแยกโรคอื่นที่อาจเป็นสาเหตุได้ (เช่น endosalpingiosis, mesothelial hyperplasia, hemosiderin deposition, hemangiomas, adrenal rests, inflammatory changes, splenosis และ reactions to oil-based radiographic dyes)
การส่องกล้อง (Laparoscopy)
การส่องกล้องเป็นวิธีการวินิจฉัยมาตรฐาน เว้นแต่จะมองเห็นรอยโรคในช่องคลอด ซึ่งอาจใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาได้ด้วย แต่ไม่ควรทำระหว่างหรือระยะเวลาภายในสามเดือนของการรักษาด้วยฮอร์โมนเพื่อหลีกเลี่ยงการวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้อง
การตัดชิ้นเนื้อและการศึกษาทางพยาธิวิทยาของรอยโรคอย่างน้อยหนึ่งตำแหน่งเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งควรพบลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือ ต่อมเยื่อบุโพรงมดลูกที่ผิดที่ (ectopic endometrial glands) เนื้อเยื่อรองรับของเยื่อบุโพรงมดลูกที่ผิดที่ (ectopic endometrial stroma) และเลือดออกในเนื้อเยื่อข้างเคียง โดยในวัยรุ่น ลักษณะของโรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่อาจพบความผิดปกติที่ไม่เป็นตามแบบแผนปกติ เช่น ถุงน้ำใส มีรอยโรคสีแดง
ผลการส่องกล้องที่ไม่พบรอยโรค ไม่สามารถตัดการวินิจฉัยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ออกได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคที่ตรวจพบ ควรตัดรอยโรคของเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ออกไปพร้อมกัน และสามารถใช้การตัดชิ้นเนื้อช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคได้
การจัดแบ่งระยะโรคโดยการส่องกล้อง (Laparoscopic Classifications)
การจัดแบ่งระยะโรคจาก The Revised American Society for Reproductive Medicine (rASRM) (ชื่อเดิม the Revised American Fertility Society Score; rAFS) ประเมินคะแนนโดยขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ขอบเขต และความรุนแรงของรอยโรค โดยพิจารณาจากลักษณะต่าง ๆ รวมถึงการเกิดรอยโรคนี้ทั้งสองข้าง (bilaterality) ความลึกของการแทรกซึม (invasion) ขนาด การมีส่วนร่วมของรังไข่และแอ่งดักลาส (cul-de-sac) และความหนาแน่นของพังผืด ระบบนี้ไม่ครอบคลุมถึงโครงสร้างในช่องหลังเยื่อบุช่องท้อง (retroperitoneal structures) และโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ที่แทรกซึมลึก โดยการให้คะแนนมีดังนี้:
- 1–5 สำหรับโรคระดับน้อยที่สุด (ระยะที่ I)
- 6–15 สำหรับโรคระดับน้อย (ระยะที่ II)
- 16–40 สำหรับโรคระดับปานกลาง (ระยะที่ III)
- >40 สำหรับโรคระดับรุนแรง (ระยะที่ IV)
Serum CA-125
สตรีที่เป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่อาจมีระดับ serum CA-125 สูง แต่ผู้ป่วยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่นี้ก็อาจมีระดับ CA-125 อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ ค่า serum CA-125 ไม่มีประโยชน์ในการใช้เป็นเครื่องมือวินิจฉัยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ แต่สามารถใช้ช่วยประเมินการมีอยู่ของก้อนบริเวณปีกมดลูกที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย ค่า serum CA-125 นี้ยังสูงขึ้นได้ในกรณีของเนื้องอกเยื่อบุผิวรังไข่ (ovarian epithelial neoplasia) เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก (myoma) เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในกล้ามเนื้อมดลูก (adenomyosis) โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบเฉียบพลัน (pelvic inflammatory disease; PID) ถุงน้ำรังไข่ และการตั้งครรภ์
การตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy)
อาจพิจารณาการตัดชิ้นเนื้อในรอยโรคและถุงน้ำที่สงสัยว่าเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยและตัดความเป็นไปได้ของโรคมะเร็งออกไป ซึ่งเป็นการตรวจที่แนะนำสำหรับการวินิจฉัยผู้ป่วยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในระดับน้อยถึงปานกลาง ในผู้ป่วยโรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ พบว่าความชุกของมะเร็งรังไข่อยู่ที่ <1% การตัดชิ้นเนื้อสามารถช่วยแยกโรคอื่นที่อาจเป็นสาเหตุได้ (เช่น endosalpingiosis, mesothelial hyperplasia, hemosiderin deposition, hemangiomas, adrenal rests, inflammatory changes, splenosis และ reactions to oil-based radiographic dyes)
การวินิจฉัยด้วยภาพ
การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงทางช่องคลอด
(Transvaginal Sonography; TVS)
การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงทางช่องคลอดเป็นเครื่องมือถ่ายภาพลำดับแรกสำหรับการประเมินโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ที่สงสัย โดยควรทำเพื่อตรวจสอบว่ามีก้อนในอุ้งเชิงกรานหรือความผิดปกติทางโครงสร้างหรือไม่ ซึ่งมีประโยชน์ในการวินิจฉัยหรือตัดโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่บริเวณลำไส้ตรงออกไป
วิธีนี้อาจสามารถช่วยวินิจฉัย ovarian endometrioma และช่วยระบุสาเหตุทางโครงสร้างอื่น ๆ ของอาการปวดอุ้งเชิงกราน เช่น ถุงน้ำรังไข่ การบิดของรังไข่ เนื้องอก ความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ และไส้ติ่งอักเสบได้ นอกจากนี้ยังสามารถแยก endometrioma จากถุงน้ำรังไข่ชนิดอื่นด้วยความไว 83% และความจำเพาะ 89% ในสตรีก่อนวัยหมดประจำเดือนสามารถวินิจฉัย ovarian endometrioma ได้จากลักษณะ ground glass echogenicity มี 1–4 ช่อง และไม่พบโครงสร้างลักษณะ papillary ที่มีการไหลเวียดของเลือด นอกจากนี้ หากไม่เหมาะสมที่จะตรวจอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอด อาจใช้การตรวจอัลตราซาวนด์ทางหน้าท้องแทนได้
Endometriosis_Diagnostics
การตรวจภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging; MRI)
ไม่ควรใช้ MRI เป็นเครื่องมือถ่ายภาพลำดับแรกในการวินิจฉัยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ แม้ว่าในบางกรณี MRI อาจเป็นประโยชน์ในการระบุความผิดปกติที่พบจากการอัลตราซาวนด์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยวิธีนี้สามารถตรวจพบถุงน้ำรังไข่ชนิดเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ด้วยความไว 90% และความจำเพาะ 98% และสามารถประเมินขอบเขตของภาวะนี้และให้ตำแหน่งที่แน่นอนของรอยโรคที่อยู่ลึกในช่องหลังเยื่อบุช่องท้องได้ โดยยังมีประโยชน์ในการแยกหรือประเมินการมีส่วนเกี่ยวข้องของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานอื่น ๆ เช่น ลำไส้หรือกระเพาะปัสสาวะ
การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed Tomography Scan; CT Scan)
CT scan อาจให้ข้อมูลด้านขนาด ลักษณะ และความหนาแน่นที่แตกต่างกันของก้อนบริเวณปีกมดลูก ใช้เพื่อประเมินพยาธิสภาพอื่น ๆ หรือการมีส่วนร่วมของอวัยวะต่าง ๆ การตรวจ CT scan ทรวงอกมีประโยชน์สำหรับโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในทรวงอก
การวินิจฉัยด้วยภาพอื่น ๆ (Other Imaging Studies)
อาจจำเป็นต้องใช้การส่องกล้องในกระเพาะปัสสาวะ (cystoscopy) การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) และการอัลตราซาวนด์ทางทวารหนัก หากสงสัยว่ามีโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ที่แทรกซึมลึก
การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงทางช่องคลอดเป็นเครื่องมือถ่ายภาพลำดับแรกสำหรับการประเมินโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ที่สงสัย โดยควรทำเพื่อตรวจสอบว่ามีก้อนในอุ้งเชิงกรานหรือความผิดปกติทางโครงสร้างหรือไม่ ซึ่งมีประโยชน์ในการวินิจฉัยหรือตัดโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่บริเวณลำไส้ตรงออกไป
วิธีนี้อาจสามารถช่วยวินิจฉัย ovarian endometrioma และช่วยระบุสาเหตุทางโครงสร้างอื่น ๆ ของอาการปวดอุ้งเชิงกราน เช่น ถุงน้ำรังไข่ การบิดของรังไข่ เนื้องอก ความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ และไส้ติ่งอักเสบได้ นอกจากนี้ยังสามารถแยก endometrioma จากถุงน้ำรังไข่ชนิดอื่นด้วยความไว 83% และความจำเพาะ 89% ในสตรีก่อนวัยหมดประจำเดือนสามารถวินิจฉัย ovarian endometrioma ได้จากลักษณะ ground glass echogenicity มี 1–4 ช่อง และไม่พบโครงสร้างลักษณะ papillary ที่มีการไหลเวียดของเลือด นอกจากนี้ หากไม่เหมาะสมที่จะตรวจอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอด อาจใช้การตรวจอัลตราซาวนด์ทางหน้าท้องแทนได้
Endometriosis_Diagnosticsการตรวจภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging; MRI)
ไม่ควรใช้ MRI เป็นเครื่องมือถ่ายภาพลำดับแรกในการวินิจฉัยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ แม้ว่าในบางกรณี MRI อาจเป็นประโยชน์ในการระบุความผิดปกติที่พบจากการอัลตราซาวนด์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยวิธีนี้สามารถตรวจพบถุงน้ำรังไข่ชนิดเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ด้วยความไว 90% และความจำเพาะ 98% และสามารถประเมินขอบเขตของภาวะนี้และให้ตำแหน่งที่แน่นอนของรอยโรคที่อยู่ลึกในช่องหลังเยื่อบุช่องท้องได้ โดยยังมีประโยชน์ในการแยกหรือประเมินการมีส่วนเกี่ยวข้องของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานอื่น ๆ เช่น ลำไส้หรือกระเพาะปัสสาวะ
การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed Tomography Scan; CT Scan)
CT scan อาจให้ข้อมูลด้านขนาด ลักษณะ และความหนาแน่นที่แตกต่างกันของก้อนบริเวณปีกมดลูก ใช้เพื่อประเมินพยาธิสภาพอื่น ๆ หรือการมีส่วนร่วมของอวัยวะต่าง ๆ การตรวจ CT scan ทรวงอกมีประโยชน์สำหรับโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในทรวงอก
การวินิจฉัยด้วยภาพอื่น ๆ (Other Imaging Studies)
อาจจำเป็นต้องใช้การส่องกล้องในกระเพาะปัสสาวะ (cystoscopy) การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) และการอัลตราซาวนด์ทางทวารหนัก หากสงสัยว่ามีโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ที่แทรกซึมลึก
