การประเมิน
การประเมินสภาพผู้ป่วยจะพิจารณาจากอาการแสดงของผู้ป่วย
การสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ และผลจากมาตรวัดความรุนแรงด้วยสายตา (visual analog scales; VAS) โดยต้องประเมินรูปแบบของอาการและจำแนกประเภทของโรคว่าเป็นชนิดใดต่อไปนี้
- โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดเป็นครั้งคราวระดับเล็กน้อย (mild intermittent allergic rhinitis)
- โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดเป็นครั้งคราวระดับปานกลางถึงรุนแรง (moderate-severe intermittent allergic rhinitis)
- โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดต่อเนื่องระดับเล็กน้อย (mild persistent allergic rhinitis)
- โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดต่อเนื่องระดับปานกลางถึงรุนแรง (moderate-severe persistent allergic rhinitis)
มาตรวัดความรุนแรงด้วยสายตา (Visual Analog Scales; VAS)
VAS เป็นเครื่องมือประเมินทางจิตวิทยาที่ใช้วัดลักษณะหรือทัศนคติเกี่ยวกับความรุนแรงของอาการโรคในผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อจำแนกระดับความรุนแรงของอาการและการควบคุมโรค โดยสามารถแบ่งระดับได้ดังนี้
- ≥5 คะแนน หมายถึง ควบคุมไม่ได้ (ที่ 5 คะแนนบ่งชี้ถึงโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ระดับปานกลางถึงรุนแรง)
- ≥2 ถึง <5 คะแนน หมายถึง ควบคุมได้บางส่วน
- <2 คะแนน หมายถึง ควบคุมได้ดี
ในการประเมินประสิทธิภาพในการควบคุมโรค ปัจจัยที่ต้องพิจารณาประกอบด้วย การวัดภาวะคัดจมูก (เช่น peak nasal inspiratory flow, acoustic rhinometry, rhinomanometry เป็นต้น) การจำแนกระดับความรุนแรงตามแนวทาง Allergic Rhinitis and its Impact on Asthma (ARIA) ผลการประเมินคุณภาพชีวิต (quality of life) การให้คะแนนแบบแยกรายการ (itemized scoring) การให้คะแนนร่วมระหว่างอาการและการใช้ยา (symptom-medication scoring) และ VAS
คะแนน VAS ที่ลดลงหลังเริ่มการรักษา (น้อยกว่า 5) แสดงถึงการควบคุมโรคที่ดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผลจากแบบสอบถามคุณภาพชีวิต Rhinoconjunctivitis Quality of Life Questionnaire (RQLQ) รวมถึงประสิทธิภาพการทำงาน โดยทั่วไปจะคงการรักษาไว้หรือดำเนินการรักษาตามแผนเดิมต่อไป หากคะแนน VAS ที่น้อยกว่า 2 จะหมายถึงการควบคุมโรคได้ดี และโดยทั่วไปสามารถลดระดับการรักษาลง ในขณะที่คะแนน VAS ตั้งแต่ 5 ขึ้นไป แสดงว่าตอบสนองต่อยาบรรเทาอาการได้ไม่ดีและต้องเพิ่มระดับการรักษา
MACVIA-ARIA Sentinel NetworK for Allergic Rhinitis (MASK-Rhinitis)
MASK-Rhinitis เป็นแนวทางทางคลินิกที่ใช้ในการวินิจฉัยและจำแนกผู้ป่วยตามความรุนแรงของโรค รวมถึงใช้ประเมินการควบคุมอาการหลังเริ่มการรักษา โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communications Technology; ICT) และระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิก (clinical decision support system; CDSS) ตามแนวทาง ARIA guideline
การติดตามโรคภูมิแพ้ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ประกอบด้วยการประเมิน VAS ผ่านโทรศัพท์มือถือ (ใช้แอป MASK aerobiology ซึ่งเป็นแอปบน iOS/Android ที่ใช้งานง่าย) แบบประเมิน Control of Allergic Rhinitis and Asthma Test (CARAT) การคัดกรอง e-Allergy และเครื่องมือ RhinAsthma Patient Perspective (RAPP) สำหรับสมาร์ทโฟน
หลักการรักษา
แนวทางการรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ จะพิจารณาจากระยะเวลาและความรุนแรงของอาการ โดยแนะนำให้ใช้แนวทางแบบขั้นบันไดสำหรับวัยรุ่นและผู้ใหญ่ ซึ่งจะลดระดับการรักษาลงเมื่ออาการผู้ป่วยดีขึ้น และเพิ่มระดับการรักษาเมื่ออาการแย่ลง
หลักการรักษานี้สามารถนำมาใช้ในเด็กได้เช่นกัน แต่ต้องระมัดระวังผลข้างเคียงของยาบางกลุ่มในผู้ป่วยเด็ก โดยยาที่ใช้รักษาโรคจมูกอักเสบมักให้ในรูปแบบรับประทานหรือพ่นทางจมูก
แนะนำให้ใช้การรักษาแบบผสมผสานหรือเพิ่มระดับในผู้ป่วยที่มีการดำเนินโรคอย่างต่อเนื่องหลังการรักษาด้วยยาตัวเดียว หรือผู้ป่วยที่มีอาการระดับรุนแรง ทั้งนี้คำแนะนำการรักษาจะขึ้นอยู่กับรูปแบบการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ของผู้ป่วยแต่ละราย
สำหรับผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ตามฤดูกาลระดับปานกลางถึงรุนแรง มีแนวทางการรักษาดังต่อไปนี้:
หลักการรักษานี้สามารถนำมาใช้ในเด็กได้เช่นกัน แต่ต้องระมัดระวังผลข้างเคียงของยาบางกลุ่มในผู้ป่วยเด็ก โดยยาที่ใช้รักษาโรคจมูกอักเสบมักให้ในรูปแบบรับประทานหรือพ่นทางจมูก
แนะนำให้ใช้การรักษาแบบผสมผสานหรือเพิ่มระดับในผู้ป่วยที่มีการดำเนินโรคอย่างต่อเนื่องหลังการรักษาด้วยยาตัวเดียว หรือผู้ป่วยที่มีอาการระดับรุนแรง ทั้งนี้คำแนะนำการรักษาจะขึ้นอยู่กับรูปแบบการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ของผู้ป่วยแต่ละราย
สำหรับผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ตามฤดูกาลระดับปานกลางถึงรุนแรง มีแนวทางการรักษาดังต่อไปนี้:
- การรักษาแบบผสมผสานระหว่างยาสเตียรอยด์พ่นจมูกกับยาต้านฮิสตามีนชนิดรับประทาน (oral antihistamine) หรือ การรักษาด้วยยาสเตียรอยด์พ่นจมูกอย่างเดียว โดยไม่มีข้อแนะนำเฉพาะเจาะจง สามารถเลือกใช้ตัวใดตัวหนึ่งได้
- การรักษาแบบผสมผสานระหว่างยาสเตียรอยด์พ่นจมูก กับยาต้านฮิสตามีนชนิดพ่น (intranasal antihistamines) หรือ การรักษาด้วยยาสเตียรอยด์พ่นจมูกอย่างเดียว ซึ่งไม่มีข้อแนะนำเฉพาะเจาะจง สามารถเลือกใช้ตัวใดตัวหนึ่งได้
- การรักษาแบบผสมผสานระหว่างยาสเตียรอยด์พ่นจมูก กับยาต้านฮิสตามีนชนิดพ่นเป็นที่แนะนำมากกว่าการรักษาด้วยยาต้านฮิสตามีนชนิดพ่น เพียงอย่างเดียว
- ยาในกลุ่ม leukotriene receptor antagonist (LTRA) หรือ ยาต้านฮิสตามีนชนิดรับประทาน นั้นไม่มีข้อแนะนำเฉพาะเจาะจง สามารถเลือกใช้ตัวใดตัวหนึ่งได้
- ยาต้านฮิสตามีนชนิดพ่น หรือ ยาต้านฮิสตามีนชนิดรับประทาน นั้นไม่มีข้อแนะนำเฉพาะเจาะจง สามารถเลือกใช้ตัวใดตัวหนึ่งได้
- ควรเลือกใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกเพียงอย่างเดียว มากกว่าการใช้ร่วมกับยาต้านฮิสตามีนชนิดรับประทาน
- การใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกร่วมกับยาต้านฮิสตามีนชนิดพ่น หรือ การรักษาด้วยยาสเตียรอยด์พ่นจมูกเพียงอย่างเดียวนั้นไม่พบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในการเลือกใช้ สามารถเลือกใช้ตัวใดตัวหนึ่งได้
- ยาต้านฮิสตามีนชนิดพ่น หรือ ยาต้านฮิสตามีนชนิดรับประทาน: ไม่พบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในการเลือกใช้สามารถเลือกใช้ตัวใดตัวหนึ่งได้
การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด
การรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดเป็นการให้สารก่อภูมิแพ้ชนิดจำเพาะซ้ำ ๆแก่ผู้ป่วยที่มีภาวะที่เกี่ยวข้องกับ IgE เพื่อสร้างการป้องกันต่ออาการแพ้ที่เกิดจากการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ดังกล่าว โดยจะได้ผลดีที่สุดในกรณีที่แพ้ละอองเกสร ไรฝุ่น และสะเก็ดผิวหนังของสัตว์ แต่มีประสิทธิภาพลดลงในกรณีที่แพ้เชื้อรา
ภูมิคุ้มกันบำบัดเฉพาะเจาะจง (specific immunotherapy) มีประสิทธิผลเมื่อให้การรักษาอย่างเหมาะสม โดยเป็นการรักษาเพียงวิธีเดียวที่อาจทำให้โรคจมูกอักเสบเข้าสู่ภาวะสงบได้ในระยะยาว (3–5 ปี) ควรให้ขนาดยาเริ่มต้นในสถานพยาบาลโดยบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมอย่างเหมาะสม และโดยทั่วไปแนะนำให้รักษาต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 4–5 ปี
ภูมิคุ้มกันบำบัดสามารถใช้ได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ที่มีหลักฐานของ specific IgE ที่จำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้ ร่วมกับมีข้อบ่งชี้ข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้:
- เป็นความต้องการของผู้ป่วย
- สามารถปฏิบัติตามแผนการรักษาได้ดี
- ต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมอาการ
- มีผลข้างเคียงจากยาเดิม
- อาการไม่ดีขึ้นหลังหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้
- ต้องการป้องกันการเกิดโรคหืดในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
- ผู้ป่วยเป็นทั้งโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้และโรคหืด
การรักษาด้วยยา
Anticholinergics
ตัวอย่างยา ได้แก่ Ipratropium bromide
ยาในกลุ่ม anticholinergics จะออกฤทธิ์โดยการยับยั้ง muscarinic receptors บริเวณต่อมสร้างน้ำมูก (seromucinous glands) ทำให้ควบคุมอาการน้ำมูกไหลได้ดี แต่ไม่มีผลต่ออาการจามหรือคัดจมูก จึงไม่เหมาะสำหรับใช้เป็นยารักษาอันดับแรก แต่สามารถใช้ร่วมกับยาสเตียรอยด์พ่นจมูกหรือยาต้านฮิสตามีน ในผู้ป่วยที่มีอาการน้ำมูกไหลเป็นอาการเด่น หรือในกรณีที่อาการไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาอื่น
Antihistamines
ยาในกลุ่ม antihistamines ออกฤทธิ์โดยการต้าน histamine-1 receptor ช่วยลดอาการคันจมูก จาม และน้ำมูกไหลได้ดี แต่มีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการคัดจมูกน้อย ยากลุ่มนี้ถือเป็นยาตัวแรกที่แนะนำสำหรับโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ชนิดเป็นครั้งคราวระดับเล็กน้อยถึงปานกลางและชนิดเรื้อรังระดับเล็กน้อย นอกจากนี้ยังสามารถใช้ร่วมกับ ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก ในกรณีโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดเรื้อรังระดับปานกลางถึงรุนแรงที่มีอาการทางตาร่วมด้วย และยังควบคุมอาการไม่ได้ด้วยยาสเตียรอยด์พ่นจมูกเพียงอย่างเดียว
Nasal Antihistamines
ตัวอย่างยา ได้แก่ Azelastine, Levocabastine, Olopatadine
ยาในกลุ่มยาต้านฮิสตามีนชนิดพ่น ออกฤทธิ์ได้เร็วภายในเวลาประมาณ 15 - 30 นาที แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วย โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ทั้งชนิดตามฤดูกาล ชนิดตลอดปี หรือชนิดเป็นครั้งคราว โดยถือเป็นทางเลือกแรกสำหรับผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดเป็นครั้งคราว และเป็นที่นิยมใช้มากกว่ายากลุ่ม cromones แบบพ่นจมูก และยังมีผลช่วยลดอาการคัดจมูกได้อย่างมีนัยสำคัญ
ยากลุ่มนี้ถือว่ามีประสิทธิภาพเฉพาะบริเวณที่ใช้ยา และสามารถใช้ในผู้ป่วยที่มีโรคไม่รุนแรงหรือมีอาการจำกัดเฉพาะอวัยวะ หรือใช้เป็นยาบรรเทาอาการ “เมื่อมีอาการ” ร่วมกับยาที่ใช้ต่อเนื่องได้ ทั้งนี้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับยาต้านฮิสตามีนชนิดรับประทาน แต่มีข้อจำกัดคือจำเป็นต้องใช้วันละ 2 ครั้ง
Oral Antihistamines
ยาในกลุ่มนี้มีข้อดีในการช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ในระบบอื่น ๆได้ด้วย เช่น เยื่อตาอักเสบ ร่วมกับอาการทางจมูกได้ สามารถใช้เพื่อป้องกันอาการที่เกิดจากการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้เป็นครั้งคราว และเป็นที่แนะนำมากกว่ายาในกลุ่ม leukotriene receptor antagonists (LTRA) ในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดตลอดปีระดับปานกลางถึงรุนแรง
ยาแก้แพ้รุ่นที่สอง (second-generation antihistamines) เป็นที่แนะนำมากกว่ายาต้านฮิสตามีนชนิดพ่น ส่วนยาแก้แพ้รุ่นแรก (first-generation antihistamines) ควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น เนื่องจากอาจลดความสามารถทางการเรียนในเด็กวัยเรียนและทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงในผู้ใหญ่ขณะขับรถได้ โดยยาเหล่านี้จะเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 1 ชั่วโมงหลังรับประทาน
Rhinitis - Allergic_Management 1
Second-generation Oral Antihistamines
ตัวอย่างยา ได้แก่ Bilastine, Cetirizine, Desloratadine, Fexofenadine, Levocetirizine, Loratadine, Mequitazine, Rupatadine
ยาในกลุ่มนี้ควรได้รับการพิจารณาเป็นทางเลือกแรกในการรักษา และเป็นที่แนะนำมากกว่า first-generation antihistamines เนื่องจากมีผลข้างเคียงต่อระบบประสาทส่วนกลางน้อยกว่าและมีฤทธิ์ anticholinergics น้อยกว่า เมื่อใช้ในขนาดที่แนะนำจะทำให้เกิดอาการง่วงซึมน้อยมากหรือแทบไม่เกิดเลย
First-generation Oral Antihistamines
ตัวอย่างยา ได้แก่ Chlorpheniramine, Clemastine, Diphenhydramine
การใช้ first-generation antihistamines มีข้อจำกัดเนื่องจากผลข้างเคียงที่ทำให้ง่วงซึมและมีฤทธิ์ anticholinergics รวมถึงมีระยะเวลาออกฤทธิ์สั้น นอกจากนี้ยังอาจส่งผลต่อการทำงานด้านการรับรู้และสมรรถภาพในการเรียนรู้ของเด็กได้
Intraocular Antihistamines
อาจพิจารณาการใช้ยาแก้แพ้รูปแบบหยอดตา (intraocular antihistamines) ในผู้ป่วยที่มีมีอาการทางตาร่วมด้วยเช่น เยื่อบุตาอักเสบ (conjunctivitis)
Anti-IgE Antibody
ตัวอย่างยา ได้แก่ Omalizumab
Omalizumab เป็นยาในกลุ่มนี้ที่มีประสิทธิภาพในการช่วยลดอาการทางจมูกและช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยที่เป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ตามฤดูกาล
Corticosteroids
ยาในกลุ่ม corticosteroids มีฤทธิ์ต้านการอักเสบอย่างมีประสิทธิภาพโดยการยับยั้งการหลั่ง cytokine และchemokine
ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก (Intranasal corticosteroids)
ตัวอย่างยา ได้แก่ Beclomethasone, Budesonide, Ciclesonide, Flunisolide, Fluticasone, Mometasone, Triamcinolone
ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกมีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ได้ดีกว่ายาต้านฮิสตามีนชนิดรับประทานหรือยาต้านฮิสตามีนชนิดพ่นจมูก โดยเฉพาะอาการคัดจมูก
ยาเหล่านี้ถือเป็นการรักษาอันดับแรกในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการระดับปานกลางถึงรุนแรงและ/หรือเป็นเรื้อรัง โดยเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่ายาต้านฮิสตามีนทั้งชนิดพ่นจมูกและชนิดรับประทานในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดตลอดปีหรือตามฤดูกาลระดับปานกลางถึงรุนแรง สำหรับผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดตลอดปี แนะนำการใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกเพียงอย่างเดียว ซึ่งให้ผลดีกว่าการใช้ร่วมกับยาต้านฮิสตามีนชนิดรับประทาน ขณะที่การใช้ร่วมกับยาต้านฮิสตามีนชนิดพ่นจมูกมีประสิทธิภาพดีกว่าการใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกเพียงอย่างเดียวในผู้ป่วยที่มีอาการระดับปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ควรเริ่มใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกก่อนเข้าสู่ฤดูละอองเกสรประมาณ 2 สัปดาห์ และใช้ยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
ยาเริ่มออกฤทธิ์ภายในไม่กี่ชั่วโมง (ประมาณ 6–12 ชั่วโมง) ไปจนถึงภายในไม่กี่วัน และจะให้ประสิทธิภาพสูงสุดหลังใช้ต่อเนื่องประมาณ 2 สัปดาห์ โดยแนะนำให้ใช้สูตรยาชนิดน้ำ (aqueous preparations) เนื่องจากก่อการระคายเคืองต่อเยื่อบุจมูกน้อยกว่า ทั้งนี้มีข้อมูลการศึกษาที่ให้ความมั่นใจด้านความปลอดภัยของการใช้ fluticasone, mometasone และ ciclesonide ต่อการเจริญเติบโตระยะยาวในเด็ก และโดยทั่วไปไม่สัมพันธ์กับผลข้างเคียงต่อร่างกายที่มีนัยสำคัญทางคลินิก หากใช้ในขนาดที่แนะนำ
Rhinitis - Allergic_Management 2
Systemic Corticosteroids
ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย (systemic corticosteroids) อาจพิจารณาใช้ในบางกรณีของผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ซึ่งไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่นและไม่สามารถทนต่อยาสเตียรอยด์พ่นจมูกได้ โดยควรให้ prednisolone หรือ methylprednisolone เป็นระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 5–7 วัน
Cromones (Nasal)
ยากลุ่ม cromones ชนิดพ่นจมูกมีประสิทธิภาพน้อยกว่ายาต้านฮิสตามีนและยาสเตียรอยด์พ่นจมูก อีกทั้งผู้ป่วยมักให้ความร่วมมือในการใช้ยาได้ไม่ดี เนื่องจากต้องใช้ยาบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม อาจพิจารณาใช้เพื่อบรรเทาอาการ เช่น คันบริเวณโพรงจมูกและคอหอย จาม และน้ำมูกไหล โดยให้ก่อนสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ ส่วนยากลุ่ม cromones สำหรับใช้กับตาอาจพิจารณาใช้เพื่อควบคุมอาการทางตา เช่น เยื่อบุตาอักเสบ (conjunctivitis)
หนึ่งข้อดีของยาในกลุ่มนี้คือ มีความปลอดภัยที่ดี จึงอาจพิจารณาใช้ในเด็กและสตรีมีครรภ์
Decongestants
ยาแก้คัดจมูก (decongestants) มีฤทธิ์หดหลอดเลือดโดยการกระตุ้น adrenergic receptors ทำให้ช่วยลดอาการบวมของเยื่อบุโพรงจมูกได้
Nasal Decongestants
ตัวอย่างยา ได้แก่ Oxymetazoline, Xylometazoline
ยาแก้คัดจมูกชนิดพ่น (nasal decongestants) มีประสิทธิภาพสูงในการบรรเทาอาการคัดจมูกและน้ำมูกไหล อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเยื่อบุจมูกอักเสบจากการที่ใช้ยาหดหลอดเลือดชนิดที่ใช้พ่นจมูกเป็นระยะเวลานาน (rhinitis medicamentosa) และโรคเยื่อจมูกอักเสบฝ่อ (atrophic rhinitis) จึงควรจำกัดระยะเวลาใช้เพียง 3 - 5 วัน โดยยาสามารถใช้ในระยะสั้นเพื่อบรรเทาอาการคัดจมูกรุนแรงอย่างรวดเร็ว ขณะที่รอให้ยารักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดอื่นเริ่มออกฤทธิ์ (เช่น ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก ผสม decongestants) ในผู้ป่วยที่มีอาการคัดจมูกต่อเนื่อง อาจพิจารณาเพิ่ม decongestants ร่วมกับยาสเตียรอยด์พ่นจมูก ร่วมกับยาต้านฮิสตามีนชนิดพ่นจมูก ได้นานถึง 4 สัปดาห์
Oral Decongestants
ตัวอย่างยา ได้แก่ Ephedrine, Pseudoephedrine
ยาลดอาการคัดจมูกชนิดรับประทาน (oral decongestants) มีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการคัดจมูกน้อยกว่ายาชนิดพ่นจมูก แต่ไม่ก่อให้เกิด rebound vasodilation โดยสามารถช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล และอาการทางตาได้ อาจพิจารณาใช้ในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อยาต้านฮิสตามีนชนิดรับประทานและยาสเตียรอยด์พ่นจมูก อย่างไรก็ตามควรจำกัดการใช้ เนื่องจากมีผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย เช่น นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย และใจสั่น
Leukotriene Receptor Antagonists (LTRA)
ตัวอย่างยา ได้แก่ Montelukast, Pranlukast, Zafirlukast
ยากลุ่ม LTRA มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับยาต้านฮิสตามีนชนิดรับประทาน ในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดตามฤดูกาล โดยช่วยบรรเทาอาการจามและน้ำมูกไหล รวมทั้งลดการสะสมของ eosinophils และการหลั่งน้ำมูก ยากลุ่ม LTRA เป็นทางเลือกการรักษาที่สามารถใช้ได้ทั้งแบบเดี่ยวหรือร่วมกับยาต้านฮิสตามีนได้ แต่ไม่ควรใช้เป็นยาตัวแรกเริ่ม ควรพิจารณาใช้เฉพาะในผู้ป่วยที่การรักษาแนวทางแรกไม่ได้ผลหรือไม่สามารถทนต่อยาได้ และเป็นที่แนะนำเป็นพิเศษในผู้ป่วยที่มีโรคหืดร่วมด้วย โดยการใช้ montelukast สามารถช่วยลดการใช้ยากลุ่ม beta-agonists ได้
Saline Solutions
สารละลายน้ำเกลือ (saline solutions) สามารถใช้เดี่ยวหรือใช้เสริมร่วมกับการรักษาอื่นเพื่อลดอาการของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ได้ โดยไม่พบความแตกต่างของผลการประเมินทางรังสีวิทยาหรือคะแนนอาการระหว่างน้ำเกลือชนิด isotonic และ hypertonic อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลว่าน้ำเกลือชนิด hypertonic อาจช่วยเพิ่มการทำงานของระบบกำจัดเมือกและสิ่งแปลกปลอมของเยื่อบุทางเดินหายใจ (mucociliary clearance) ได้
Immunotherapy
การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดต่อเนื่องระดับปานกลางถึงรุนแรงที่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาและการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ได้ไม่เพียงพอ โดยควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์สาขาโรคภูมิแพ้
Subcutaneous Immunotherapy (SCIT)
ข้อบ่งชี้ของการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดชนิดฉีดใต้ผิวหนัง (subcutaneous immunotherapy; SCIT) ประกอบด้วย การควบคุมอาการด้วยยาไม่เพียงพอ ผู้ป่วยปฏิเสธการรักษาด้วยยา หรือไม่ประสงค์จะรักษาอย่างต่อเนื่องระยะยาว และทนผลข้างเคียงจากยากลุ่มอื่นไม่ได้
ควรพิจารณาใช้ในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดตามฤดูกาลที่เกิดจากละอองเกสร และชนิดตลอดปีที่มีไรฝุ่นในบ้านเป็นสารกระตุ้น โดย SCIT มีประสิทธิภาพในการรักษาใกล้เคียงกับยากลุ่ม nasal glucocorticoids อย่างไรก็ตาม การรักษานี้มีข้อจำกัดจากการต้องเข้ารับการฉีดยาอย่างสม่ำเสมอ และมีความเสี่ยงเล็กน้อยต่อการเกิด anaphylactic reaction
Sublingual Immunotherapy (SLIT)
การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดแบบอมใต้ลิ้น (sublingual immunotherapy; SLIT) เป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ที่ถูกกระตุ้นโดยไรฝุ่น ละอองเกสรหญ้า หรือดอกไม้ โดยไม่ขึ้นกับว่าผู้ป่วยจะมีโรคหืดร่วมด้วยหรือไม่ ผู้ป่วยสามารถใช้ยาเองที่บ้านได้หลังได้รับคำแนะนำจากแพทย์ จึงถือเป็นวิธีที่สะดวกกว่า SCIT นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแพ้รุนแรง (anaphylaxis) น้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ควรใช้ในผู้ป่วยที่สามารถทนต่อผลข้างเคียงได้ โดยอาจพบอาการไม่พึงประสงค์เล็กน้อยบริเวณช่องปากและทางเดินอาหาร เช่น คันหรือบวมในช่องปาก และอาการไม่สบายท้อง เป็นต้น
Alternative Therapies
มีคำแนะนำการใช้สมุนไพรหลายชนิดและน้ำผึ้งสำหรับการรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ แต่ยังขาดหลักฐานทางวิชาการที่เพียงพอเพื่อสนับสนุนคำแนะนำดังกล่าว ทั้งนี้ St. John’s wort อาจลดประสิทธิภาพของ antihistamines ขณะที่ Echinacea purpurea อาจกระตุ้นให้เกิด anaphylaxis ในผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิแพ้ได้
ตัวอย่างยา ได้แก่ Ipratropium bromide
ยาในกลุ่ม anticholinergics จะออกฤทธิ์โดยการยับยั้ง muscarinic receptors บริเวณต่อมสร้างน้ำมูก (seromucinous glands) ทำให้ควบคุมอาการน้ำมูกไหลได้ดี แต่ไม่มีผลต่ออาการจามหรือคัดจมูก จึงไม่เหมาะสำหรับใช้เป็นยารักษาอันดับแรก แต่สามารถใช้ร่วมกับยาสเตียรอยด์พ่นจมูกหรือยาต้านฮิสตามีน ในผู้ป่วยที่มีอาการน้ำมูกไหลเป็นอาการเด่น หรือในกรณีที่อาการไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาอื่น
Antihistamines
ยาในกลุ่ม antihistamines ออกฤทธิ์โดยการต้าน histamine-1 receptor ช่วยลดอาการคันจมูก จาม และน้ำมูกไหลได้ดี แต่มีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการคัดจมูกน้อย ยากลุ่มนี้ถือเป็นยาตัวแรกที่แนะนำสำหรับโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ชนิดเป็นครั้งคราวระดับเล็กน้อยถึงปานกลางและชนิดเรื้อรังระดับเล็กน้อย นอกจากนี้ยังสามารถใช้ร่วมกับ ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก ในกรณีโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดเรื้อรังระดับปานกลางถึงรุนแรงที่มีอาการทางตาร่วมด้วย และยังควบคุมอาการไม่ได้ด้วยยาสเตียรอยด์พ่นจมูกเพียงอย่างเดียว
Nasal Antihistamines
ตัวอย่างยา ได้แก่ Azelastine, Levocabastine, Olopatadine
ยาในกลุ่มยาต้านฮิสตามีนชนิดพ่น ออกฤทธิ์ได้เร็วภายในเวลาประมาณ 15 - 30 นาที แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วย โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ทั้งชนิดตามฤดูกาล ชนิดตลอดปี หรือชนิดเป็นครั้งคราว โดยถือเป็นทางเลือกแรกสำหรับผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดเป็นครั้งคราว และเป็นที่นิยมใช้มากกว่ายากลุ่ม cromones แบบพ่นจมูก และยังมีผลช่วยลดอาการคัดจมูกได้อย่างมีนัยสำคัญ
ยากลุ่มนี้ถือว่ามีประสิทธิภาพเฉพาะบริเวณที่ใช้ยา และสามารถใช้ในผู้ป่วยที่มีโรคไม่รุนแรงหรือมีอาการจำกัดเฉพาะอวัยวะ หรือใช้เป็นยาบรรเทาอาการ “เมื่อมีอาการ” ร่วมกับยาที่ใช้ต่อเนื่องได้ ทั้งนี้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับยาต้านฮิสตามีนชนิดรับประทาน แต่มีข้อจำกัดคือจำเป็นต้องใช้วันละ 2 ครั้ง
Oral Antihistamines
ยาในกลุ่มนี้มีข้อดีในการช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ในระบบอื่น ๆได้ด้วย เช่น เยื่อตาอักเสบ ร่วมกับอาการทางจมูกได้ สามารถใช้เพื่อป้องกันอาการที่เกิดจากการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้เป็นครั้งคราว และเป็นที่แนะนำมากกว่ายาในกลุ่ม leukotriene receptor antagonists (LTRA) ในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดตลอดปีระดับปานกลางถึงรุนแรง
ยาแก้แพ้รุ่นที่สอง (second-generation antihistamines) เป็นที่แนะนำมากกว่ายาต้านฮิสตามีนชนิดพ่น ส่วนยาแก้แพ้รุ่นแรก (first-generation antihistamines) ควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น เนื่องจากอาจลดความสามารถทางการเรียนในเด็กวัยเรียนและทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงในผู้ใหญ่ขณะขับรถได้ โดยยาเหล่านี้จะเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 1 ชั่วโมงหลังรับประทาน
Rhinitis - Allergic_Management 1Second-generation Oral Antihistamines
ตัวอย่างยา ได้แก่ Bilastine, Cetirizine, Desloratadine, Fexofenadine, Levocetirizine, Loratadine, Mequitazine, Rupatadine
ยาในกลุ่มนี้ควรได้รับการพิจารณาเป็นทางเลือกแรกในการรักษา และเป็นที่แนะนำมากกว่า first-generation antihistamines เนื่องจากมีผลข้างเคียงต่อระบบประสาทส่วนกลางน้อยกว่าและมีฤทธิ์ anticholinergics น้อยกว่า เมื่อใช้ในขนาดที่แนะนำจะทำให้เกิดอาการง่วงซึมน้อยมากหรือแทบไม่เกิดเลย
First-generation Oral Antihistamines
ตัวอย่างยา ได้แก่ Chlorpheniramine, Clemastine, Diphenhydramine
การใช้ first-generation antihistamines มีข้อจำกัดเนื่องจากผลข้างเคียงที่ทำให้ง่วงซึมและมีฤทธิ์ anticholinergics รวมถึงมีระยะเวลาออกฤทธิ์สั้น นอกจากนี้ยังอาจส่งผลต่อการทำงานด้านการรับรู้และสมรรถภาพในการเรียนรู้ของเด็กได้
Intraocular Antihistamines
อาจพิจารณาการใช้ยาแก้แพ้รูปแบบหยอดตา (intraocular antihistamines) ในผู้ป่วยที่มีมีอาการทางตาร่วมด้วยเช่น เยื่อบุตาอักเสบ (conjunctivitis)
Anti-IgE Antibody
ตัวอย่างยา ได้แก่ Omalizumab
Omalizumab เป็นยาในกลุ่มนี้ที่มีประสิทธิภาพในการช่วยลดอาการทางจมูกและช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยที่เป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ตามฤดูกาล
Corticosteroids
ยาในกลุ่ม corticosteroids มีฤทธิ์ต้านการอักเสบอย่างมีประสิทธิภาพโดยการยับยั้งการหลั่ง cytokine และchemokine
ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก (Intranasal corticosteroids)
ตัวอย่างยา ได้แก่ Beclomethasone, Budesonide, Ciclesonide, Flunisolide, Fluticasone, Mometasone, Triamcinolone
ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกมีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ได้ดีกว่ายาต้านฮิสตามีนชนิดรับประทานหรือยาต้านฮิสตามีนชนิดพ่นจมูก โดยเฉพาะอาการคัดจมูก
ยาเหล่านี้ถือเป็นการรักษาอันดับแรกในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการระดับปานกลางถึงรุนแรงและ/หรือเป็นเรื้อรัง โดยเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่ายาต้านฮิสตามีนทั้งชนิดพ่นจมูกและชนิดรับประทานในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดตลอดปีหรือตามฤดูกาลระดับปานกลางถึงรุนแรง สำหรับผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดตลอดปี แนะนำการใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกเพียงอย่างเดียว ซึ่งให้ผลดีกว่าการใช้ร่วมกับยาต้านฮิสตามีนชนิดรับประทาน ขณะที่การใช้ร่วมกับยาต้านฮิสตามีนชนิดพ่นจมูกมีประสิทธิภาพดีกว่าการใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกเพียงอย่างเดียวในผู้ป่วยที่มีอาการระดับปานกลางถึงรุนแรง ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ควรเริ่มใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกก่อนเข้าสู่ฤดูละอองเกสรประมาณ 2 สัปดาห์ และใช้ยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
ยาเริ่มออกฤทธิ์ภายในไม่กี่ชั่วโมง (ประมาณ 6–12 ชั่วโมง) ไปจนถึงภายในไม่กี่วัน และจะให้ประสิทธิภาพสูงสุดหลังใช้ต่อเนื่องประมาณ 2 สัปดาห์ โดยแนะนำให้ใช้สูตรยาชนิดน้ำ (aqueous preparations) เนื่องจากก่อการระคายเคืองต่อเยื่อบุจมูกน้อยกว่า ทั้งนี้มีข้อมูลการศึกษาที่ให้ความมั่นใจด้านความปลอดภัยของการใช้ fluticasone, mometasone และ ciclesonide ต่อการเจริญเติบโตระยะยาวในเด็ก และโดยทั่วไปไม่สัมพันธ์กับผลข้างเคียงต่อร่างกายที่มีนัยสำคัญทางคลินิก หากใช้ในขนาดที่แนะนำ
Rhinitis - Allergic_Management 2Systemic Corticosteroids
ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย (systemic corticosteroids) อาจพิจารณาใช้ในบางกรณีของผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ซึ่งไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่นและไม่สามารถทนต่อยาสเตียรอยด์พ่นจมูกได้ โดยควรให้ prednisolone หรือ methylprednisolone เป็นระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 5–7 วัน
Cromones (Nasal)
ยากลุ่ม cromones ชนิดพ่นจมูกมีประสิทธิภาพน้อยกว่ายาต้านฮิสตามีนและยาสเตียรอยด์พ่นจมูก อีกทั้งผู้ป่วยมักให้ความร่วมมือในการใช้ยาได้ไม่ดี เนื่องจากต้องใช้ยาบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม อาจพิจารณาใช้เพื่อบรรเทาอาการ เช่น คันบริเวณโพรงจมูกและคอหอย จาม และน้ำมูกไหล โดยให้ก่อนสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ ส่วนยากลุ่ม cromones สำหรับใช้กับตาอาจพิจารณาใช้เพื่อควบคุมอาการทางตา เช่น เยื่อบุตาอักเสบ (conjunctivitis)
หนึ่งข้อดีของยาในกลุ่มนี้คือ มีความปลอดภัยที่ดี จึงอาจพิจารณาใช้ในเด็กและสตรีมีครรภ์
Decongestants
ยาแก้คัดจมูก (decongestants) มีฤทธิ์หดหลอดเลือดโดยการกระตุ้น adrenergic receptors ทำให้ช่วยลดอาการบวมของเยื่อบุโพรงจมูกได้
Nasal Decongestants
ตัวอย่างยา ได้แก่ Oxymetazoline, Xylometazoline
ยาแก้คัดจมูกชนิดพ่น (nasal decongestants) มีประสิทธิภาพสูงในการบรรเทาอาการคัดจมูกและน้ำมูกไหล อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเยื่อบุจมูกอักเสบจากการที่ใช้ยาหดหลอดเลือดชนิดที่ใช้พ่นจมูกเป็นระยะเวลานาน (rhinitis medicamentosa) และโรคเยื่อจมูกอักเสบฝ่อ (atrophic rhinitis) จึงควรจำกัดระยะเวลาใช้เพียง 3 - 5 วัน โดยยาสามารถใช้ในระยะสั้นเพื่อบรรเทาอาการคัดจมูกรุนแรงอย่างรวดเร็ว ขณะที่รอให้ยารักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดอื่นเริ่มออกฤทธิ์ (เช่น ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก ผสม decongestants) ในผู้ป่วยที่มีอาการคัดจมูกต่อเนื่อง อาจพิจารณาเพิ่ม decongestants ร่วมกับยาสเตียรอยด์พ่นจมูก ร่วมกับยาต้านฮิสตามีนชนิดพ่นจมูก ได้นานถึง 4 สัปดาห์
Oral Decongestants
ตัวอย่างยา ได้แก่ Ephedrine, Pseudoephedrine
ยาลดอาการคัดจมูกชนิดรับประทาน (oral decongestants) มีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการคัดจมูกน้อยกว่ายาชนิดพ่นจมูก แต่ไม่ก่อให้เกิด rebound vasodilation โดยสามารถช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล และอาการทางตาได้ อาจพิจารณาใช้ในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อยาต้านฮิสตามีนชนิดรับประทานและยาสเตียรอยด์พ่นจมูก อย่างไรก็ตามควรจำกัดการใช้ เนื่องจากมีผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย เช่น นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย และใจสั่น
Leukotriene Receptor Antagonists (LTRA)
ตัวอย่างยา ได้แก่ Montelukast, Pranlukast, Zafirlukast
ยากลุ่ม LTRA มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับยาต้านฮิสตามีนชนิดรับประทาน ในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดตามฤดูกาล โดยช่วยบรรเทาอาการจามและน้ำมูกไหล รวมทั้งลดการสะสมของ eosinophils และการหลั่งน้ำมูก ยากลุ่ม LTRA เป็นทางเลือกการรักษาที่สามารถใช้ได้ทั้งแบบเดี่ยวหรือร่วมกับยาต้านฮิสตามีนได้ แต่ไม่ควรใช้เป็นยาตัวแรกเริ่ม ควรพิจารณาใช้เฉพาะในผู้ป่วยที่การรักษาแนวทางแรกไม่ได้ผลหรือไม่สามารถทนต่อยาได้ และเป็นที่แนะนำเป็นพิเศษในผู้ป่วยที่มีโรคหืดร่วมด้วย โดยการใช้ montelukast สามารถช่วยลดการใช้ยากลุ่ม beta-agonists ได้
Saline Solutions
สารละลายน้ำเกลือ (saline solutions) สามารถใช้เดี่ยวหรือใช้เสริมร่วมกับการรักษาอื่นเพื่อลดอาการของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ได้ โดยไม่พบความแตกต่างของผลการประเมินทางรังสีวิทยาหรือคะแนนอาการระหว่างน้ำเกลือชนิด isotonic และ hypertonic อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลว่าน้ำเกลือชนิด hypertonic อาจช่วยเพิ่มการทำงานของระบบกำจัดเมือกและสิ่งแปลกปลอมของเยื่อบุทางเดินหายใจ (mucociliary clearance) ได้
Immunotherapy
การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดต่อเนื่องระดับปานกลางถึงรุนแรงที่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาและการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ได้ไม่เพียงพอ โดยควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์สาขาโรคภูมิแพ้
Subcutaneous Immunotherapy (SCIT)
ข้อบ่งชี้ของการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดชนิดฉีดใต้ผิวหนัง (subcutaneous immunotherapy; SCIT) ประกอบด้วย การควบคุมอาการด้วยยาไม่เพียงพอ ผู้ป่วยปฏิเสธการรักษาด้วยยา หรือไม่ประสงค์จะรักษาอย่างต่อเนื่องระยะยาว และทนผลข้างเคียงจากยากลุ่มอื่นไม่ได้
ควรพิจารณาใช้ในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดตามฤดูกาลที่เกิดจากละอองเกสร และชนิดตลอดปีที่มีไรฝุ่นในบ้านเป็นสารกระตุ้น โดย SCIT มีประสิทธิภาพในการรักษาใกล้เคียงกับยากลุ่ม nasal glucocorticoids อย่างไรก็ตาม การรักษานี้มีข้อจำกัดจากการต้องเข้ารับการฉีดยาอย่างสม่ำเสมอ และมีความเสี่ยงเล็กน้อยต่อการเกิด anaphylactic reaction
Sublingual Immunotherapy (SLIT)
การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดแบบอมใต้ลิ้น (sublingual immunotherapy; SLIT) เป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ที่ถูกกระตุ้นโดยไรฝุ่น ละอองเกสรหญ้า หรือดอกไม้ โดยไม่ขึ้นกับว่าผู้ป่วยจะมีโรคหืดร่วมด้วยหรือไม่ ผู้ป่วยสามารถใช้ยาเองที่บ้านได้หลังได้รับคำแนะนำจากแพทย์ จึงถือเป็นวิธีที่สะดวกกว่า SCIT นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแพ้รุนแรง (anaphylaxis) น้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ควรใช้ในผู้ป่วยที่สามารถทนต่อผลข้างเคียงได้ โดยอาจพบอาการไม่พึงประสงค์เล็กน้อยบริเวณช่องปากและทางเดินอาหาร เช่น คันหรือบวมในช่องปาก และอาการไม่สบายท้อง เป็นต้น
Alternative Therapies
มีคำแนะนำการใช้สมุนไพรหลายชนิดและน้ำผึ้งสำหรับการรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ แต่ยังขาดหลักฐานทางวิชาการที่เพียงพอเพื่อสนับสนุนคำแนะนำดังกล่าว ทั้งนี้ St. John’s wort อาจลดประสิทธิภาพของ antihistamines ขณะที่ Echinacea purpurea อาจกระตุ้นให้เกิด anaphylaxis ในผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิแพ้ได้
การรักษาโดยไม่ใช้ยา
การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้
วิธีในการควบคุมอาการที่ควรพิจารณาเป็นอันดับแรก คือ การระบุและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นตัวกระตุ้น โดยตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุเฉพาะเจาะจงด้วยการทดสอบทางผิวหนังหรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการ อาจช่วยให้ผู้ป่วยปฏิบัติตามคำแนะนำในการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ได้ดีขึ้น ทั้งนี้ประสิทธิผลของการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้จะประเมินได้จากอาการของผู้ป่วยที่ดีขึ้นและความจำเป็นในการใช้ยาที่ลดลง
การกำจัดสารก่อภูมิแพ้ช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดความจำเป็นในการใช้ยา อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติมักไม่สามารถหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ได้ทั้งหมด แต่ควรพิจารณาใช้มาตรการหลีกเลี่ยงตามความเหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย
ไรฝุ่น
ไรฝุ่นในบ้านเป็นสารก่อภูมิแพ้สำคัญที่พบได้บ่อยภายในบ้าน ควรแนะนำให้ผู้ป่วยซักผ้าปูที่นอนและผ้าห่มด้วยน้ำร้อน (60°C) และดูดฝุ่นที่นอนทุกสัปดาห์ รวมถึงใช้ปลอกกันไรฝุ่นสำหรับที่นอน เตียง และหมอน และทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ในห้องนอนด้วยผ้าชุบน้ำหมาด ๆ สำหรับภายในบ้าน แนะนำให้ใช้เครื่องฟอกอากาศแบบหมุนเวียนอากาศภายในบ้าน
ละอองเกสร
ควรแนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านในวันที่มีปริมาณละอองเกสรสูง สวมหน้ากากและแว่นตาในช่วงที่มีการฟุ้งกระจายของละอองเกสรจำนวนมาก หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อขนสัตว์ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เพิ่มการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ เช่น การตัดหญ้า นอกจากนี้ควรปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้าและเส้นผมก่อนเข้าบ้าน อาบน้ำหลังทำกิจกรรมกลางแจ้งที่มีการสัมผัสละอองเกสรสูง ปิดประตูและหน้าต่างทั้งภายในบ้านและรถยนต์ และใช้เครื่องปรับอากาศเพื่อลดการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้
Rhinitis - Allergic_Management 3
สัตว์เลี้ยง
ควรแนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงการเลี้ยงสัตว์ภายในบ้าน หากไม่สามารถทำได้ ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าไปในห้องนอนหรือบริเวณหน้าประตูห้อง รวมถึงควรทำความสะอาดห้องและปรับปรุงการระบายอากาศภายในบ้านอย่างสม่ำเสมอ
การรักษาอื่น ๆ
ควรแนะนำให้ผู้ป่วย สมาชิกในครอบครัว และผู้มาเยี่ยมหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพื่อลดทั้งการสัมผัสควันบุหรี่โดยตรง (active smoking) และควันบุหรี่มือสอง (passive smoking) รวมถึงหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารระคายเคืองต่าง ๆ เช่น น้ำหอม สเปรย์ฉีดผม กลิ่นฉุน และมลพิษทางอากาศจากการจราจร นอกจากนี้ควรกำจัดแหล่งสะสมความชื้นที่อาจทำให้เชื้อราเจริญเติบโต อาจพิจารณาการฝังเข็ม (acupuncture) เป็นการรักษาร่วมหรือทางเลือกอื่น
การให้ความรู้ผู้ป่วย
ควรให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับโรคและแนวทางการรักษาที่มีอยู่ พร้อมทั้งอธิบายเพื่อให้ผู้ป่วยมีความคาดหวังต่อผลการรักษาอย่างเหมาะสม โดยชี้แจงว่าอาจไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ทั้งหมด และควรจัดเตรียมสื่อความรู้เพิ่มเติมให้แก่ผู้ป่วยตามความเหมาะสม
ควรให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับวิธีใช้ยาอย่างถูกต้องและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงทบทวนยาที่ผู้ป่วยใช้อยู่ร่วมกัน เพื่อประเมินว่ามียาชนิดใดที่อาจทำให้เกิดอาการปากแห้งหรือจมูกแห้งได้หรือไม่
ควรให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เช่น หูชั้นกลางอักเสบ (otitis media) และไซนัสอักเสบเรื้อรัง รวมถึงแนะนำวิธีใช้ยาและช่วงเวลาที่เหมาะสมในกรณีที่หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ไม่ได้ นอกจากนี้ควรแนะนำการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือก่อนนอนเพื่อช่วยทำความสะอาดโพรงจมูก และการปรับระยะเวลาและเวลานอนให้เหมาะสม
วิธีในการควบคุมอาการที่ควรพิจารณาเป็นอันดับแรก คือ การระบุและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นตัวกระตุ้น โดยตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุเฉพาะเจาะจงด้วยการทดสอบทางผิวหนังหรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการ อาจช่วยให้ผู้ป่วยปฏิบัติตามคำแนะนำในการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ได้ดีขึ้น ทั้งนี้ประสิทธิผลของการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้จะประเมินได้จากอาการของผู้ป่วยที่ดีขึ้นและความจำเป็นในการใช้ยาที่ลดลง
การกำจัดสารก่อภูมิแพ้ช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดความจำเป็นในการใช้ยา อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติมักไม่สามารถหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ได้ทั้งหมด แต่ควรพิจารณาใช้มาตรการหลีกเลี่ยงตามความเหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย
ไรฝุ่น
ไรฝุ่นในบ้านเป็นสารก่อภูมิแพ้สำคัญที่พบได้บ่อยภายในบ้าน ควรแนะนำให้ผู้ป่วยซักผ้าปูที่นอนและผ้าห่มด้วยน้ำร้อน (60°C) และดูดฝุ่นที่นอนทุกสัปดาห์ รวมถึงใช้ปลอกกันไรฝุ่นสำหรับที่นอน เตียง และหมอน และทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ในห้องนอนด้วยผ้าชุบน้ำหมาด ๆ สำหรับภายในบ้าน แนะนำให้ใช้เครื่องฟอกอากาศแบบหมุนเวียนอากาศภายในบ้าน
ละอองเกสร
ควรแนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านในวันที่มีปริมาณละอองเกสรสูง สวมหน้ากากและแว่นตาในช่วงที่มีการฟุ้งกระจายของละอองเกสรจำนวนมาก หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อขนสัตว์ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เพิ่มการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ เช่น การตัดหญ้า นอกจากนี้ควรปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้าและเส้นผมก่อนเข้าบ้าน อาบน้ำหลังทำกิจกรรมกลางแจ้งที่มีการสัมผัสละอองเกสรสูง ปิดประตูและหน้าต่างทั้งภายในบ้านและรถยนต์ และใช้เครื่องปรับอากาศเพื่อลดการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้
Rhinitis - Allergic_Management 3สัตว์เลี้ยง
ควรแนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงการเลี้ยงสัตว์ภายในบ้าน หากไม่สามารถทำได้ ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าไปในห้องนอนหรือบริเวณหน้าประตูห้อง รวมถึงควรทำความสะอาดห้องและปรับปรุงการระบายอากาศภายในบ้านอย่างสม่ำเสมอ
การรักษาอื่น ๆ
ควรแนะนำให้ผู้ป่วย สมาชิกในครอบครัว และผู้มาเยี่ยมหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพื่อลดทั้งการสัมผัสควันบุหรี่โดยตรง (active smoking) และควันบุหรี่มือสอง (passive smoking) รวมถึงหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารระคายเคืองต่าง ๆ เช่น น้ำหอม สเปรย์ฉีดผม กลิ่นฉุน และมลพิษทางอากาศจากการจราจร นอกจากนี้ควรกำจัดแหล่งสะสมความชื้นที่อาจทำให้เชื้อราเจริญเติบโต อาจพิจารณาการฝังเข็ม (acupuncture) เป็นการรักษาร่วมหรือทางเลือกอื่น
การให้ความรู้ผู้ป่วย
ควรให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับโรคและแนวทางการรักษาที่มีอยู่ พร้อมทั้งอธิบายเพื่อให้ผู้ป่วยมีความคาดหวังต่อผลการรักษาอย่างเหมาะสม โดยชี้แจงว่าอาจไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ทั้งหมด และควรจัดเตรียมสื่อความรู้เพิ่มเติมให้แก่ผู้ป่วยตามความเหมาะสม
ควรให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับวิธีใช้ยาอย่างถูกต้องและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงทบทวนยาที่ผู้ป่วยใช้อยู่ร่วมกัน เพื่อประเมินว่ามียาชนิดใดที่อาจทำให้เกิดอาการปากแห้งหรือจมูกแห้งได้หรือไม่
ควรให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เช่น หูชั้นกลางอักเสบ (otitis media) และไซนัสอักเสบเรื้อรัง รวมถึงแนะนำวิธีใช้ยาและช่วงเวลาที่เหมาะสมในกรณีที่หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ไม่ได้ นอกจากนี้ควรแนะนำการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือก่อนนอนเพื่อช่วยทำความสะอาดโพรงจมูก และการปรับระยะเวลาและเวลานอนให้เหมาะสม
การผ่าตัด
การผ่าตัดลดขนาดเยื่อบุจมูก (Inferior Turbinate Reduction)
อาจพิจารณาการผ่าตัดลดขนาดเยื่อบุจมูกส่วนล่าง (inferior turbinate reduction) ในผู้ป่วยที่มีภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจทางจมูกและกังหันจมูกล่างโต ซึ่งไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา โดยควรจำกัดการรักษานี้ไว้สำหรับผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดเรื้อรังที่มีอาการต่อเนื่อง
อาจพิจารณาการผ่าตัดลดขนาดเยื่อบุจมูกส่วนล่าง (inferior turbinate reduction) ในผู้ป่วยที่มีภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจทางจมูกและกังหันจมูกล่างโต ซึ่งไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา โดยควรจำกัดการรักษานี้ไว้สำหรับผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชนิดเรื้อรังที่มีอาการต่อเนื่อง
