Alopecia ภาวะผมร่วง Diagnostics

Last updated: 29 April 2026

การตรวจทางห้องปฏิบัติการและอื่น ๆ

Androgenetic Alopecia ในเพศชายและเพศหญิง

ควรระบุว่า การตรวจทางห้องปฏิบัติการมักไม่จำเป็นในผู้ป่วย MPHL รวมถึงในผู้หญิงที่มีรอบประจำเดือนปกติ อย่างไรก็ตาม หากในผู้ป่วย FPHL มีหลักฐานบ่งชี้ภาวะฮอร์โมนเพศชายเกิน อาจพิจารณาตรวจ total testosterone, free testosterone, dehydroepiandrosterone sulfate (DHEAS) และระดับ prolactin แต่หากไม่มีหลักฐานของภาวะฮอร์โมนเพศชายเกิน ควรพิจารณาคัดกรองสาเหตุอื่นของผมร่วง เช่น โรคต่อมไทรอยด์ ซิฟิลิส ภาวะขาดธาตุเหล็ก และโรคแพ้ภูมิตนเอง (SLE) ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องทำการตัดชิ้นเนื้อหนังศีรษะ (biopsy) เพื่อแยกภาวะอื่น เช่น chronic telogen effluvium, diffuse alopecia areata หรือ cicatricial alopecia ขณะที่การตรวจด้วย trichoscopy (dermoscopy) ควรพิจารณาในกรณีที่วินิจฉัยไม่ชัดเจน โดยลักษณะที่พบได้ใน androgenetic alopecia ได้แก่ สัดส่วนของ vellus hair มากกว่าร้อยละ 10, พบหน่วยรากผมที่มีเส้นผมเพียง 1 เส้นในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น, ความไม่สม่ำเสมอของความหนาเส้นผม โดยพบความแตกต่างระหว่างเส้นผมหนาและบางตั้งแต่ร้อยละ 20 ขึ้นไป, การพบ yellow dots บนหนังศีรษะ, การเปลี่ยนสีรอบรูขุมขน (perifollicular discoloration), รูขุมขนว่างเปล่า (empty follicles), รวมถึงผมขดม้วนเป็นวงกลม และการกระจายตัวของเม็ดสีผิวหนังบริเวณหนังศีรษะที่เห็นเป็นลักษณะร่างแหคล้ายรังผึ้ง (honeycomb pigment pattern)

Alopecia Areata
การตรวจด้วย Trichoscopy (dermoscopy) อาจช่วยให้เห็นลักษณะที่สอดคล้องกับ alopecia areata ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ลักษณะที่พบบ่อย ได้แก่
  • เส้นผมขนอ่อนสั้น
  • จุดสีดำ
  • จุดสีเหลือง
  • เส้นผมปลายเรียวเล็ก
  • เส้นผมที่หัก
ในกรณีที่วินิจฉัยได้ยาก อาจพิจารณาตัดชิ้นเนื้อหนังศีรษะเพื่อตรวจเพิ่มเติมเป็นราย ๆ ไป ขณะเดียวกัน แพทย์จำนวนมากมักตรวจระดับฮอร์โมนกระตุ้นไทรอยด์ (TSH) ร่วมด้วย เพื่อคัดกรองความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ที่อาจเกี่ยวข้อง

Alopecia_DiagnosticsAlopecia_Diagnostics

การวินิจฉัยด้วยภาพ

แนะนำให้บันทึกภาพถ่ายทางการแพทย์ไว้เป็น baseline สำหรับการติดตามการดำเนินโรค