อาการแสดงทางคลินิก
ในภาวะผมบางแบบผู้ชาย (male pattern hair loss; MPHL) การบางของเส้นผมเริ่มเกิดได้ในช่วงอายุ 12–40 ปี ขณะที่ในภาวะผมบางแบบผู้หญิง (female pattern hair loss; FPHL) จะมีการหลุดร่วงของเส้นผมแบบเรื้อรังและค่อยเป็นค่อยไปในช่วงอายุ 20–30 ปี
Alopecia_Initial Assesment 1Alopecia Areata
alopecia areata เป็นภาวะผมร่วงชนิดที่ไม่มีแผลเป็น โดยพบเส้นผมลักษณะเฉพาะบริเวณขอบของรอยโรค ซึ่งโผล่พ้นหนังศีรษะขึ้นมาเพียงไม่กี่มิลลิเมตร เรียกว่าเส้นผมลักษณะ “เครื่องหมายอัศเจรีย์” (exclamation mark hair) และอาจพบความผิดปกติของเล็บร่วมด้วยประมาณร้อยละ 10 ของผู้ป่วย
รูปแบบทางคลินิกของ alopecia areata ได้แก่:
- Patch alopecia areata: ผมร่วงเป็นหย่อมที่มีขอบเขตชัดเจน โดยรอยโรคอาจมีลักษณะเป็นวงรีหรือวงกลม และอาจพบเพียงตำแหน่งเดียวหรือหลายตำแหน่ง
- Total alopecia areata (alopecia totalis): สูญเสียเส้นผมบนหนังศีรษะทั้งหมด
- Universal alopecia areata (alopecia universalis): สูญเสียเส้นผมทั้งหมดทั้งบนหนังศีรษะและส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย
- Diffuse alopecia areata: ผมร่วงกระจายทั่วหนังศีรษะ ทำให้ความหนาแน่นของเส้นผมลดลงโดยไม่พบรอยโรคเป็นหย่อมชัดเจน
- Acute diffuse and total alopecia: ผมร่วงกระจายทั่วหนังศีรษะอย่างเฉียบพลัน และมักดำเนินไปสู่การสูญเสียเส้นผมบนหนังศีรษะทั้งหมดภายใน 3 เดือน
ทั้งนี้ alopecia areata พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปี
Alopecia_Initial Assesment 2การซักประวัติ
การซักประวัติควรครอบคลุมประวัติการใช้ยา การจำกัดอาหารอย่างเข้มงวด การรับประทานวิตามินเอเสริม อาการที่บ่งชี้ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ โรคร่วม และปัจจัยด้านความเครียด ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินผู้ป่วยที่มีภาวะผมร่วง
Androgenetic Alopecia ในเพศชายและเพศหญิง
ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีประวัติครอบครัวของโรค ขณะที่บางรายมีลักษณะที่การเกิดโรคสัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศชาย
Alopecia Areata
ในผู้ป่วย alopecia areata อาจพบประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเดียวกันได้ และผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมีประวัติความเครียดหรือเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจก่อนเริ่มมีอาการ โดยลักษณะเด่นคือผมร่วงอย่างรวดเร็วเป็นหย่อมที่มีขอบเขตชัดเจน มักมีลักษณะเป็นวงกลมหรือวงรี ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ด้วยอาการผมร่วงเป็นหย่อมบนหนังศีรษะขนาดประมาณ 1–4 ตารางเซนติเมตร ซึ่งบริเวณรอยโรคมักมีลักษณะเรียบสะอาดและไม่พบขุย ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจไม่มีอาการร่วม แต่บางรายอาจมีอาการชา รู้สึกยิบ ๆ คัน แสบร้อน ปวด หรือกดเจ็บบริเวณดังกล่าวก่อนเกิดผมร่วง
การตรวจร่างกาย
การตรวจที่สามารถทำได้ ได้แก่ การทดสอบดึงเส้นผม (hair pull test) ร่วมกับการตรวจขนบริเวณใบหน้าและร่างกาย รวมถึงเล็บ ซึ่งใน androgenetic alopecia ในเพศชายและเพศหญิงควรทำการทดสอบดึงเส้นผมในบริเวณขมับทั้งสองข้าง บริเวณหน้าผาก และบริเวณท้ายทอย รวมถึงบริเวณที่มีผมบางอย่างชัดเจน ซึ่งมักให้ผลบวกในระยะเริ่มต้นที่มีการหลุดร่วงของเส้นผมอย่างต่อเนื่อง แต่จะให้ผลลบในระยะที่เป็นมานาน ขณะที่ alopecia areata การทดสอบดึงเส้นผมอาจให้ผลบวกบริเวณขอบรอยโรค ซึ่งบ่งชี้ว่าโรคยังอยู่ในระยะมีการดำเนินอยู่
Alopecia_Initial Assesment 3การวินิจฉัยและเกณฑ์การวินิจฉัย
Androgenetic Alopecia ในเพศชายและเพศหญิง
รูปแบบของการประเมินภาวะผมร่วง
Hamilton-Norwood Staging (สำหรับประเมิน MPHL)
ในการประเมินด้วย Hamilton-Norwood staging ระยะที่สูงขึ้นบ่งชี้ถึงความรุนแรงของภาวะผมบางที่มากขึ้น โดยทั่วไปมักเริ่มจากแนวผมด้านหน้าบริเวณขมับทั้งสองข้างร่นเข้า (bitemporal recession) จากนั้นจะมีผมบางบริเวณกระหม่อม (vertex) มากขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจสูญเสียเส้นผมบริเวณกระหม่อมทั้งหมด ทำให้เกิดศีรษะล้าน และบริเวณที่ดล้านจะค่อย ๆ ขยายตัว และเชื่อมต่อกับแนวผมด้านหน้าที่ร่นเข้า แม้อาจพบรูปแบบอื่นร่วมได้ แต่บริเวณด้านข้างและด้านหลังของหนังศีรษะซึ่งไม่ไวต่อฮอร์โมนเพศชายมักยังคงเส้นผมไว้ได้ จะไม่บางลง
Ludwig Staging (สำหรับประเมิน FPHL)
ภาวะผมบางในผู้หญิง (female pattern hair loss; FPHL) มีลักษณะเด่นคือการพบต่อมรากผมที่มีขนาดเล็กลงและมีลักษณะคล้ายเส้นขนอ่อน (vellus-like hair follicles) โดยใน Ludwig staging ยิ่งระยะสูงขึ้น ความรุนแรงของภาวะผมร่วงจะยิ่งมากขึ้น ใน FPHL มักพบการผมบางแบบกระจายทั่วหนังศีรษะ แต่จะเด่นชัดบริเวณกลางศีรษะด้านหน้าและด้านข้าง ในรายที่รุนแรงอาจมีลักษณะคล้าย “ทรงผมนักบวช (monk’s haircut)” นอกจากนี้ ยังพบรูปแบบ “Christmas tree pattern” ซึ่งเป็นลักษณะผมบางบริเวณกลางศีรษะด้านบน ร่วมกับผมบางเด่นบริเวณแนวกลางด้านหน้า
Alopecia Areata
การวินิจฉัยโรคผมร่วงเป็นหย่อม (alopecia areata) โดยทั่วไปอาศัยการตรวจทางคลินิก
