การตรวจทางห้องปฏิบัติการและอื่นๆ
โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เว้นแต่จะสงสัยว่ามีโรคทางกาย (organic disease) จากการซักประวัติและการตรวจร่างกาย หรือเด็กไม่ตอบสนองต่อการรักษาที่เหมาะสม การตรวจหาเลือดในอุจจาระ (fecal occult blood tests) อาจพิจารณาทำในทารกและเด็กที่มีภาวะท้องผูกร่วมกับมีอาการท้องเสีย, ปวดท้อง, ภาวะเติบโตช้า (failure to thrive), หรือมีประวัติมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักหรือติ่งเนื้อ โรคทางกาย, เมตาบอลิซึม, และต่อมไร้ท่อสามารถยืนยันได้โดยการตรวจไทรอยด์ฮอร์โมน (TSH), ระดับแคลเซียมและสารตะกั่ว, แอนติบอดีโรคเซลิแอค (celiac disease antibodies), และการทดสอบความเข้มข้นของเหงื่อ (sweat test)
การตรวจวัดการทำงานของทวารหนักและหูรูดทวารหนัก
การตรวจวัดการทำงานของทวารหนักและหูรูดทวารหนัก
(anorectal manometry; ARM) เป็นการวัดประสิทธิภาพการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อโดยตรง
(sensorimotor
function) (เช่น ความดันขณะพัก, rectoanal inhibitory reflex, และแรงเบ่งหรือแรงบีบตัว)
ของทวารหนักและลำไส้ตรง ซึ่งมีข้อบ่งชี้สำหรับผู้ป่วยที่สงสัยโรคลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่กำเนิด
(Hirschsprung), ภาวะลำไส้ตรงอุดตัน, รวมถึงผู้ป่วยที่มีประวัติการผ่าตัดโรคลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่กำเนิด
(Hirschsprung)
หรือภาวะไม่มีรูทวารหนักแต่กำเนิด (imperforate anus)
การตรวจการทำงานของลำไส้ใหญ่
การตรวจการทำงานของลำไส้ใหญ่ (colonic
manometry) เป็นการวัดความดันภายในโพรงลำไส้ใหญ่ตลอดความยาวลำไส้ใหญ่เพื่อตรวจหาความบกพร่องและการทำงานผิดปกติของการเคลื่อนไหวของลำไส้
โดยใช้สายสวนที่ใส่ผ่านการส่องกล้องหรือใช้การถ่ายเอกซเรย์ฟลูออโรสโคปี การตรวจนี้อาจนำมาใช้ในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะท้องผูกที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา
(intractable constipation) ที่กำลังพิจารณาแนวทางการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด
การตัดชิ้นเนื้อของไส้ตรงเพื่อส่งตรวจ
การตัดชิ้นเนื้อของไส้ตรงเพื่อส่งตรวจ (rectal biopsy) ทำได้โดยการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อขนาดเล็กแบบหนาเต็มชั้น
(full-thickness) ที่บริเวณ
3
เซนติเมตรเหนือขอบทวารหนัก (anal verge) ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีมาตรฐานในการวินิจฉัยโรคลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่กำเนิด
(Hirschsprung)
โดยยืนยันได้จากการตรวจพบเส้นประสาทขยายใหญ่ผิดปกติ (hypertrophied nerves) ผ่านกล้องจุลทรรศน์ อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องส่งตรวจชิ้นเนื้อในกรณีที่อาการทางคลินิกและผลตรวจทางรังสีวินิจฉัยบ่งชี้ว่าเป็นเพียงภาวะท้องผูกไร้โรคทางกาย
(functional constipation)
การวินิจฉัยด้วยภาพ
การถ่ายภาพรังสีช่องท้อง
การถ่ายภาพรังสีช่องท้องอาจใช้เพื่อประเมินภาวะอุจจาระอุดตัน (fecal impaction) ในกรณีที่การซักประวัติและตรวจร่างกายยังให้ผลไม่ชัดเจน โดยภาพรังสีช่วยแสดงปริมาณอุจจาระที่ค้างอยู่ในลำไส้ ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งกลุ่มในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะอ้วนและกลุ่มที่ไม่สามารถทำการตรวจ DRE ได้ อย่างไรก็ตาม การส่งตรวจชนิดนี้ยังมีข้อจำกัดในการประเมินภาวะท้องผูก เนื่องจากผลตรวจทางรังสีวินิจฉัยและความรุนแรงของอาการทางคลินิกมักไม่มีความสอดคล้องกัน (poor correlation)
การสวนแป้งแบเรียม
การตรวจสวนแป้งแบเรียม (barium enema) คือการใช้สารแบเรียมฉีดเคลือบผนังลำไส้เพื่อให้เห็นโครงสร้างภายในได้อย่างชัดเจนผ่านภาพเอกซเรย์ ซึ่งประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรคลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่กำเนิด (Hirschsprung) โดยจะแสดงให้เห็นถึงช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลง (transition zone) ระหว่างลำไส้ส่วนที่แคบเนื่องจากไม่มีปมประสาท (aganglionic segment) กับลำไส้ส่วนต้นที่มีปมประสาทซึ่งขยายตัวกว้างขึ้น (dilated ganglionic segment) นอกจากนี้ยังช่วยประเมินการเคลื่อนตัวของลำไส้ใหญ่ (เคลื่อนไหวช้าตำแหน่ง megasigmoid และมีอุจจาระอัดแน่น) อย่างไรก็ตาม การตรวจวิธีนี้อาจให้ผลที่น่าเชื่อถือน้อยหากทำในเด็กแรกเกิด เนื่องจากการขยายตัวของลำไส้ใหญ่ส่วนต้นยังเกิดขึ้นไม่มากพอที่จะทำให้เห็นรอยต่อช่วง Transition zone ได้อย่างชัดเจน
Constipation in Children_Diagnostics
การตรวจดูการเคลื่อนผ่านของอุจจาระภายในลำไส้ใหญ่ด้วยวัสดุทึบแสงรังสี
การตรวจดูการเคลื่อนผ่านของอุจจาระภายในลำไส้ใหญ่ (colonic transit time) ทำได้โดยการให้ผู้ป่วยกลืนแคปซูลที่บรรจุวัสดุทึบแสงรังสี (radiopaque markers) และติดตามผลด้วยการถ่ายภาพเอกซเรย์เป็นระยะต่อเนื่องกันหลายวัน โดยปกติแคปซูลที่กลืนไปจะถูกขับออกภายในวันที่ 5 หากพบว่ามีการขับออกที่ล่าช้ากว่าปกติ จะเป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงภาวะลำไส้ใหญ่บีบตัวช้า (slow motility) ซึ่งการตรวจชนิดนี้มีประโยชน์อย่างมากในการประเมินผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะท้องผูกเรื้อรังและควบคุมได้ยาก รวมถึงในรายที่มีการขับถ่ายไม่บ่อยครั้งแต่ตรวจไม่พบสัญญาณชัดเจนของภาวะท้องผูกจากการตรวจร่างกายทั่วไป
การตรวจวิธีอื่น ๆ
การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic resonance imaging, MRI) บริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอวและกระเบนเหน็บ (lumbosacral spine) สามารถดูความผิดปกติภายในช่องไขสันหลัง เช่น ภาวะกระดูกกระเบนเหน็บไม่เจริญ (sacral agenesis), เนื้องอก, หรือไขสันหลังถูกดึงรั้ง (tethered cord) นอกจากนี้ การส่องกล้องผ่านลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (flexible sigmoidoscopy) และการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) สามารถช่วยวินิจฉัยความผิดปกติทางโครงสร้างของลำไส้ใหญ่ เช่น แผลขอบทวารหนัก (anal fissure) , เนื้องอก, หรือการตีบแคบ นอกจากนี้จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อประเมินการใช้ wireless motility capsule และ barostat ในการประเมินภาวะท้องผูกในเด็ก
